หน้าหลัก สาระสุขภาพ ร่างทองใครๆ ก็มีได้จริงเหรอ? ต้องเริ่มจากอะไร

ร่างทองใครๆ ก็มีได้จริงเหรอ? ต้องเริ่มจากอะไร

ตั้งแต่เทรนด์สุขภาพ และ Longevity เริ่มเป็นกระแส เรามักจะได้ยินคำว่า “ร่างทอง” บ่อยมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากข่าวที่ดารา นักแสดง รวมถึงผู้ที่มีชื่อเสียงจำนวนมากเริ่มหันมาดูแลสุขภาพและรูปร่างจนเห็นผลของการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จนทำให้มีคอนเทนต์ในการปั้นหุ่นมากมาย 

อย่างไรก็ดี เคยสงสัยไหม? จริงๆ แล้วร่างทองคืออะไร มีรูปร่างเป็นแบบไหน และต้องทำอย่างไรถึงจะมีร่างทอง ลองมาทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้มากขึ้นในบทความนี้กัน


เลือกอ่านประเด็นที่สนใจ


ร่างทอง คืออะไร?

ร่างทอง หรือ Golden Physique คือ รูปร่างที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการมีวินัยออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร และดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ จนได้ผลลัพธ์เป็นรูปร่างที่พึงพอใจ เช่น มีกล้ามเนื้อ หรือ มีสัดส่วนที่เพอร์เฟกต์ นอกจากนี้ ร่างทองยังสามารถส่งเสริมบุคลิกภาพและสร้างความมั่นใจได้อีกด้วย


ร่างทองต้องเป็นแบบไหน?

ภาพภาพประกอบ ร่างทองคืออะไร?

คำว่า “ร่างทอง” ที่หมายถึงรูปร่างที่ดีที่สุด หลายคนอาจจะนึกถึงการลดไขมันและสร้างกล้ามเนื้อให้ร่างกายดูเฟิร์ม หรือ ตรงกับมาตรฐานความงาม (Beauty Standard) ในสังคม ที่ผู้หญิงต้องมีหุ่นทรงนาฬิกาทราย เอวเล็ก มีสะโพก ส่วนผู้ชายต้องสูง และมีกล้ามเนื้อชัดเจน 

อย่างไรก็ดี เช่นเดียวกับค่านิยมในเรื่องอื่นๆ มาตรฐานของร่างทองเองก็เปลี่ยนไปตามวัฒนธรรมและค่านิยมของยุคสมัยเช่นกัน ซึ่งบางครั้งรูปร่างที่เป็นไปตามมาตรฐานความงามนี้ก็อาจไม่ได้บ่งบอกถึงสุขภาพที่ดีเสมอไป 

ด้วยเหตุนี้ การครอบครองร่างทองที่ดีที่สุด จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมาพร้อมกับการสร้างสุขภาพที่ดีจากภายในด้วยเช่นกัน

โดยเบื้องต้น พื้นฐานการมีรูปร่างที่ดีสามารถประเมินได้จากค่า BMI ที่ไม่เกินมาตรฐาน เพราะนอกจากจะเป็นเกณฑ์ในการบ่งบอกความสมดุลของรูปร่างแล้ว ค่า BMI ยังสามารถประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพได้เช่นกัน


ค่า BMI คืออะไร?

ค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI (Body Mass Index) คือ ค่ามาตรฐานที่ใช้ประเมินความสมดุลระหว่างน้ำหนักและส่วนสูง เพื่อบ่งบอกว่าร่างกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ ผอม หรือ อ้วนเกินไป ด้วยเหตุนี้ ค่า BMI จึงสามารถใช้เป็นเกณฑ์เบื้องต้นในการบ่งบอกความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ ได้ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ เป็นต้น

นอกจากจะสามารถประเมินความเสี่ยงโรคเรื้อรังได้แล้ว ค่า BMI ยังสามารถใช้เป็นตัวกำหนดเป้าหมายและติดตามผลการควบคุมน้ำหนักที่เหมาะสมได้เช่นกัน 

โดยค่า BMI สามารถคำนวณได้จากสูตร ดังนี้

BMI = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ÷ ส่วนสูง (เมตร)²

ตัวอย่างการคำนวณ

หาก A มีน้ำหนัก 50 กิโลกรัม ส่วนสูง 1.62 เมตร เท่ากับว่า ค่า BMI = 50 ÷ (1.62 x 1.62) = 19.052 

เมื่อได้ผลลัพธ์จากการคำนวณค่า BMI ตามสูตรแล้ว สามารถนำผลลัพธ์มาเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานของค่าดัชนีมวลกาย เพื่อประเมินเกณฑ์ของร่างกายและความเสี่ยงด้านสุขภาพ ดังนี้

ค่า BMIอยู่ในเกณฑ์ภาวะเสี่ยง
น้อยกว่า 18.5น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มีความเสี่ยงในการขาดสารอาหารและภูมิคุ้มกันต่ำ
18.5 – 22.9น้ำหนักตามเกณฑ์มีความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังต่ำ
23.0 -24.9น้ำหนักมากกว่าเกณฑ์เริ่มมีความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง
25.0 – 29.9เป็นโรคอ้วนระดับที่ 1มีความเสี่ยงโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง
มากกว่า 30เป็นโรคอ้วนระดับที่ 2เริ่มมีความเสี่ยงสูงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด

อย่างไรก็ดี นอกจากค่าดัชนีมวลกายที่ใช้วัดความสมดุลของน้ำหนักและส่วนสูงแล้ว การปั้นร่างทองยังต้องพิจารณาถึงการใช้พลังงานของร่างกาย พฤติกรรมการใช้ชีวิต และปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เนื่องจากค่าดัชนีมวลกายสามารถบอกความสมดุลของส่วนสูงและน้ำหนัก แต่ไม่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงไขมัน กล้ามเนื้อ และน้ำในร่างกาย ที่ซ่อนอยู่ในน้ำหนักของร่างกาย


ทำความเข้าใจโครงสร้างการเผาผลาญของร่างกาย

ภาพประกอบ การเผาผลาญของร่างกาย

ก่อนเริ่มปั้นร่างทอง เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ร่างกายของตัวเราสามารถเผาผลาญพลังงานในแต่ละวันได้เท่าไหร่ เพื่อวางแผนการลดน้ำหนัก หรือ ไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยไม่ทำให้ระบบเผาผลาญพังโดยไม่รู้ตัว

โดยพลังงานที่ร่างกายใช้ทั้งหมดในแต่ละวัน เรียกว่า TDEE (Total Daily Energy Expenditure) หรือก็คือ พลังงานที่ร่างกายใช้ ทั้งจากการเผาผลาญพื้นฐานและการทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก ดังนี้


  1. พลังงานพื้นฐานขณะพัก (Basal Metabolic Rate: BMR)

ค่า BMR คือ พลังงานขั้นต่ำที่ร่างกายต้องใช้ในแต่ละวัน เพื่อใช้ในการดำรงชีวิตและรักษาการทำงานของอวัยวะต่างๆ ขณะที่ร่างกายพักผ่อน หรือ ไม่ได้ทำกิจกรรมใดๆ เช่น การหายใจ การทำงานของสมอง การเต้นของหัวใจ เป็นต้น โดยคิดเป็น 60 – 70% ของพลังงานที่ร่างกายใช้ทั้งหมด

ดังนั้น การรับประทานอาหารที่เพียงพอต่อค่า BMR จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากร่างกายรับพลังงานที่น้อยกว่าค่า BMR หรือที่หลายๆ คนเลือกที่จะกินน้อย หรือ อดอาหาร นานวันเข้าสมองก็จะเข้าสู่โหมดการเอาตัวรอดด้วยการสั่งให้ร่างกายสะสมไขมันเพื่อใช้เป็นพลังงานสำรองมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะทำให้ลดไขมันได้ช้าแล้ว หากกลับมารับประทานอาหารมากขึ้น ก็อาจเสี่ยงที่จะเกิดภาวะโยโย่ (Yoyo Effect) หรือ ภาวะที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อค่า BMR จะประกอบไปด้วย

  • เพศ ปกติแล้วผู้ชายจะใช้พลังงานพื้นฐานมากกว่าผู้หญิง
  • อายุ เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะใช้พลังงานพื้นฐานน้อยลง
  • ขนาดตัว ยิ่งมีน้ำหนักและส่วนสูงมาก ร่างกายยิ่งใช้พลังงานพื้นฐานมาก
  • มวลกล้ามเนื้อ ยิ่งมีมวลกล้ามเนื้อมาก ร่างกายยิ่งใช้พลังงานพื้นฐานมาก

การคำนวณหาค่า BMR มีด้วยกันหลายสูตร แต่ปัจจุบันนี้ นิยมใช้สูตรของ Mifflin St Jeor เนื่องจากมีความแม่นยำมากที่สุด โดยมีหลักการคำนวณตามสูตร ดังนี้

ผู้ชาย: BMR = (10 × น้ำหนักตัว กก.) + (6.25 × ส่วนสูง ซม.) – (5 × อายุ) + 5

ผู้หญิง: BMR = (10 × น้ำหนักตัว กก.) + (6.25 × ส่วนสูง ซม.) – (5 × อายุ) – 161

ตัวอย่างการคำนวณ 

เช่น ผู้หญิง อายุ 24 ปี น้ำหนัก 50 กิโลกรัม ส่วนสูง 162 เซนติเมตร

BMR = (10 × 50) + (6.25 × 162) – (5 × 24) – 161 = 1,231.5 แคลอรี


  1. พลังงานที่ใช้ย่อยอาหาร (Thermic Effect of Food: TEF)

ค่า TEF คือ พลังงานที่ร่างกายนำไปใช้ในการย่อย ดูดซึม และเก็บสะสมสารอาหาร คิดเป็น 10% ของพลังงานที่ร่างกายใช้ทั้งหมด ซึ่งสารอาหารแต่ละชนิดที่ร่างกายได้รับจะใช้พลังงานในการย่อยแตกต่างกัน โดยไขมันจะใช้พลังงานในการย่อยน้อยที่สุด รองลงมาคือคาร์โบไฮเดรต และโปรตีนเป็นสารอาหารที่ใช้พลังงานในการย่อยมากที่สุด

ดังนั้น เมื่อต้องการเพิ่มค่า TEF การทานอาหารที่มีโปรตีนสูงจะทำให้ร่างกายสามารถเพิ่มการเผาผลาญในส่วนนี้ได้ และยังเป็นวิธีสร้างกล้ามเนื้อควบคู่ไปกับการออกกำลังกายได้อีกด้วย


  1. พลังงานจากการออกกำลังกาย (Exercise Activity Thermogenesis: EAT)

ค่า EAT คือ พลังงานที่ร่างกายใช้เผาผลาญในการออกกำลังกาย เช่น การยกเวท การวิ่ง ว่ายน้ำ หรือ เล่นกีฬาอื่นๆ 

อย่างไรก็ดี แม้การออกกำลังกายช่วยสร้างความแข็งแรงของร่างกายได้ดี แต่คิดเป็น 5 – 15% ของพลังงานที่ร่างกายใช้ทั้งหมดเท่านั้น 

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ควรหักโหมมากเกินไป เพราะอาจทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บและมีความเครียดสะสม ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลต่อกล้ามเนื้อ ระบบฮอร์โมน และภูมิต้านทานได้

การออกกำลังกายที่ดีควรมีการสร้างความสมดุลให้เหมาะกับร่างกายตนเอง เช่น มีวันพักอย่างน้อย 1 – 2 วันต่อสัปดาห์ หรือ สลับกับการออกกำลังกายเบาๆ เพื่อให้ร่างกายผ่อนคลายและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ ยังควรมีการพักผ่อนที่เพียงพอและทานสารอาหารที่มีประโยชน์ร่วมด้วย


  1. พลังงานจากการทำกิจวัตรประจำวัน (Non-Exercise Activity Thermogenesis: NEAT)

ค่า NEAT คือ พลังงานที่ร่างกายใช้ทำกิจกรรมทั่วไปในชีวิตประจำวัน นอกจากการออกกำลังกาย เช่น เดิน ทำงานบ้าน ขยับร่างกายระหว่างวัน คิดเป็น 10 – 20% ของพลังงานที่ร่างกายใช้ทั้งหมด ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มีแปรผันตามพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเรา เท่ากับว่าหากเพิ่มการขยับร่างกายระหว่างวันให้มากขึ้นก็จะสามารถเพิ่มการเผาผลาญของร่างกายเสริมกับการออกกำลังกายได้

ด้วยเหตุนี้ การปรับกิจวัตรประจำวันให้มีการเผาผลาญเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นไลฟ์สไตล์ เช่น ลุกขึ้นเดินระหว่างวัน ขึ้นบันไดแทนการขึ้นลิฟต์ สามารถช่วยทำให้ร่างกายค่อยๆ เผาผลาญพลังงานได้โดยไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป และยังสามารถทำได้ต่อเนื่อง ซึ่งมีส่วนช่วยสร้างการเผาผลาญที่ดีในระยะยาว

เมื่อเข้าใจโครงสร้างการใช้พลังงานของร่างกายแล้ว จะเห็นได้ว่าร่างกายไม่ได้ใช้พลังงานไปกับการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีส่วนอื่นที่ร่างกายนำพลังงานไปใช้เช่นกัน 

โดยเบื้องต้น สามารถคำนวณค่า TDEE ทั้งหมดของแต่ละวันคร่าวๆ ได้จากค่า BMR กับกิจกรรมต่างๆ ได้ตามนี้

  • ออกกำลังกายน้อยมาก หรือไม่ออกเลย TDEE = 1.2 x BMR
  • ออกกำลังกาย 1-3 ครั้งต่อสัปดาห์ TDEE = 1.375 x BMR
  • ออกกำลังกาย 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์ TDEE = 1.55 x BMR
  • ออกกำลังกาย 6-7 ครั้งต่อสัปดาห์ TDEE = 1.725 x BMR
  • ออกกำลังกายวันละ 2 ครั้งขึ้นไป TDEE = 1.9 x BMR

ตัวอย่างการคำนวณ

เช่น A อายุ 24 ปี น้ำหนัก 50 กิโลกรัม ส่วนสูง 162 เซนติเมตร ออกกำลังกายบ้างเล็กน้อย BMR คือ 1,231.5 แคลอรี

TDEE = 1.375 x 1,231.5 = 1,693 แคลอรี


ค่า TDEE ช่วยลดไขมันได้อย่างไร?

ค่า TDEE สามารถนำมาใช้วางแผนการกินและการออกกำลังกายเพื่อลดไขมัน ซึ่งเป็นพื้นฐานในการสร้างร่างทองได้ 

วิธีลดไขมันจากการคำนวณค่า TDEE สามารถทำได้โดยการกินให้น้อยกว่าพลังงานที่ร่างกายเผาผลาญ หรือที่เรียกว่า Calories Deficit 

โดยเมื่อร่างกายอยู่สภาวะขาดดุลพลังงาน ร่างกายจะนำไขมันสะสมมาใช้ ส่งผลให้น้ำหนักและไขมันลดลง 

อย่างไรก็ดี ต้องระวังไม่กินน้อยจนเกินไปเกินกว่าค่า BMR เพราะอาจทำให้เสียมวลกล้ามเนื้อ เผาผลาญได้ช้าลงและอาจเกิดโยโย่เอฟเฟกต์ได้ ดังนั้น ควรใช้เทคนิค Calories Deficit ให้เหมาะสมกับร่างกาย โดยอาจลดลงจากค่า TDEE เพียง 300 – 500 แคลอรี หากต้องการลดแคลอรีมากกว่านี้ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญและนักโภชนาการ เพื่อวางแผนการลดแคลอรีที่เหมาะสมกับร่างกายของแต่ละบุคคลทันที


ลงมือปั้นร่างทอง เริ่มอย่างไร?

เมื่อเข้าใจหลักการใช้พลังงานของร่างกายแล้ว หลายคนคงสงสัยว่าจะลดแคลอรีอย่างไรให้ไม่เกิดโยโย่เอฟเฟกต์ ต้องรับประทานอาหารในปริมาณเท่าไหร่ เพื่อควบคุมไม่ให้พลังงานที่ได้รับมากเกินไป และควรปรับการออกกำลังกาย หรือ กิจกรรมระหว่างวันอย่างไรให้เหมาะกับการใช้ชีวิตประจำวัน 

แน่นอนว่า นอกจากค่า TDEE ที่ต้องเข้าใจแล้ว ยังมีเรื่องอื่นๆ ที่ต้องเข้าใจก่อนลงมือปั้นร่างทอง เพื่อช่วยให้สร้างร่างทองได้สำเร็จเช่นกัน

โดยสิ่งที่สำคัญในการเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง คือ การกำหนดเป้าหมายและวางแผนชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้หลุดระหว่างทาง และสามารถวัดผลลัพธ์ได้ 

หากใครยังไม่มีไอเดีย ลองมาทำตาม 3 ขั้นตอนนี้กัน

  1. กำหนดเป้าหมาย 

การกำหนดเป้าหมาย เป็นองค์ประกอบสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จ ช่วยกำหนดทิศทางให้มีความชัดเจน ให้คุณโฟกัสได้ถูกจุด และช่วยสร้างแรงจูงใจในการทำสิ่งที่ต้องการให้สำเร็จ 

การกำหนดเป้าหมายสามารถใช้หลักการ SMART Goal เข้ามาช่วย เพื่อให้การตั้งเป้าหมายดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีองค์ประกอบ ดังนี้

  • S – Specific เป้าหมายต้องมีความชัดเจน เฉพาะเจาะจง
  • M – Measurable เป็นเป้าหมายสามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น มีเกณฑ์ หรือ ตัวเลขที่วัดความสำเร็จได้
  • A – Achievable เป็นเป้าหมายที่สามารถทำได้จริง
  • R – Relevant เป้าหมายมีความสมเหตุสมผล เชื่อมโยงไปถึงผลลัพธ์ หรือ เป้าหมายอื่นในระยะยาว
  • T – Time-based เป้าหมายอยู่ในกรอบเวลาที่ชัดเจนและเหมาะสม

ตัวอย่างการกำหนดเป้าหมายในการสร้างร่างทอง เช่น ลดน้ำหนักลง 5 กิโลกรัม ภายใน 6 เดือน จากการใช้เทคนิค Calories Deficit โดยกินไม่เกินวันละ 1,300 แคลอรี และออกกำลังกาย 4 – 5 วันต่อสัปดาห์


  1. กำหนด Process ที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์

เมื่อเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือ การวางแผนในการปฏิบัติ ซึ่งขั้นตอนการสร้างร่างทองของแต่ละคนอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่ความชอบ ความถนัด และข้อจำกัดของเวลา หรือ ร่างกาย 

โดยสามารถแบ่งเป้าหมายใหญ่ที่เราตั้งไว้ออกมาเป็นเป้าหมายระยะสั้นและระยะกลางได้ เพื่อกำหนดแผนที่ต้องทำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถเรียนรู้เพื่อนำไปปรับใช้สำหรับเป้าหมายถัดไปได้ 

เช่น การกำหนดตารางออกกำลังกายให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ว่า จะออกกำลังกายกี่วันต่อสัปดาห์ วันละกี่ชั่วโมง และออกกำลังกายด้วยวิธีไหนบ้าง 

ส่วนในเรื่องของการควบคุมอาหารนั้น จริงๆ แล้วควรเลือกวิธีการคุมอาหารที่ตัวเราสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง มีวินัยในการปฏิบัติตามในระยะยาว และสอดคล้องกับสภาวะสุขภาพมากที่สุด

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการกินแบบ Low Carb จำกัดปริมาณแป้งและน้ำตาล การคุมอาหารด้วยวิธีทำ IF (Intermittent Fasting) หรือจะเป็นวิธีการคุมอาหารแบบใด ก็สามารถทำได้ทั้งสิ้น ตราบเท่าที่วิธีการนั้นๆ ไม่สร้างปัญหาให้กับสุขภาพในระยะยาว และตัวเราก็สามารถลงมือปฏิบัติได้จริง


  1. ปรับ Mindset มีวินัย และลงมือทำทันที

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่จะทำให้เป้าหมายประสบความสำเร็จ คือ การปรับทัศนคติ หรือ Mindset ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเริ่มออกกำลังกาย 

ทัศนคติที่ดีจะช่วยสร้างแรงจูงใจในการออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอ อย่างการมี Growth Mindset หรือ ความคิดที่เชื่อว่าเราสามารถพัฒนาเปลี่ยนแปลงได้เสมอจากการฝึกฝนและการเรียนรู้ จะสามารถช่วยให้มีกำลังในการฝึกและคุมอาหารได้โดยโฟกัสไปที่การพัฒนาที่เหมาะสมกับตัวเอง

นอกจากนี้ ยังควรหลีกเลี่ยงทัศนคติลบที่อาจเกิดจากการกดดันตัวเอง หรือ การเปรียบเทียบกับคนอื่นมากเกินไป จนทำให้รู้สึกเครียด หรือ ท้อแท้ ซึ่งหากเกิดความคิดในด้านลบเมื่อไหร่ แนะนำให้ลองปรับโฟกัสใหม่เพื่อช่วยให้ตัวเราไปต่อได้ เช่น ไปเที่ยว หรือ หาแรงบันดาลใจใหม่ๆ เพื่อปลดปล่อยทัศนคติลบๆ หรือ เรียนรู้และนำเทคนิคต่างๆ จากผู้อื่นมาลองปรับใช้มากกว่าการเปรียบเทียบผลลัพธ์

สุดท้ายนี้ นอกจากการตั้งเป้าหมายและการวางแผน การลงมือทำนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน การสร้างร่างทองไม่สามารถทำให้เห็นผลได้เลยทันที แต่อาศัยความสม่ำเสมอ ความพยายาม ความตั้งใจ รวมถึงการรับมือกับสุขภาพใจในวันที่ยังไม่เห็นผลลัพธ์


จะเห็นได้ว่า การสร้างร่างทองนั้นสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ จากการเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับร่างกายของตัวเอง เพื่อให้มองเห็นภาพรวมได้ชัดเจน และสามารถกำหนดทิศทางในการดูแลสุขภาพได้อย่างถูกต้อง แล้วจึงสร้างเป้าหมายที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ เท่านี้ก็สามารถสร้างร่างทองควบคู่ไปกับการสร้างสุขภาพที่ดีจากภายในได้ และถึงแม้ผลลัพธ์อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นอย่างทันตาเห็น แต่ไม่ช้าไม่นานร่างทองที่ทุกคนจินตนาการไว้ก็เป็นความจริงที่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน

เช่นเดียวกับ นักกีฬาเพาะกายที่ได้มาแชร์ประสบการณ์ใน Mind in Progress Podcast ที่มีจุดเริ่มต้นเล็กๆ จากการฝึกออกกำลังกายด้วยตัวเอง และค่อยๆ เรียนรู้และสะสมประสบการณ์ผ่านการลงมือทำ เพื่อให้ได้ร่างทองที่ต้องการ 

แต่กว่าจะผ่านจุดนั้นมาได้ ก็ต้องอาศัยความพยายาม การมีวินัย และการปรับ Mindset ในหลากหลายแง่มุมเช่นกัน

หากคุณเป็นอีกคนที่มีความฝันในการปั้นร่างทอง ลองมาดูเทคนิคการปรับ Mindset ที่ช่วยทำให้เป้าหมายในการปั้นร่างทองประสบความสำเร็จกันที่ Mind in Progress Podcast หรือ ดูที่คลิปด้านล่างนี้ได้เลย


ประกันสุขภาพซันเดย์
Share this article
Shareable URL
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

เดินวันละ 10,000 ก้าว ทำให้สุขภาพดีได้อย่างไร? ทำไมต้องเป็นหนึ่งหมื่น

“เดินวันละ 10,000 ก้าว” เป็นคอนเซปต์เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพที่เราได้ยินกันมานาน หลายคนอาจนำมาเป็นเป้าหมายเล็กๆ…

อัปเดต ! 10 อันดับค่าห้องโรงพยาบาลเอกชนยอดนิยม

นอกจากค่าธรรมเนียมการแพทย์และค่ายาแล้ว “ค่าห้องโรงพยาบาล” คือ หนึ่งในค่าใช้จ่ายอาจทำให้หลายๆ คนช็อก…
ค่าห้องโรงพยาบาล 2569
0
Share