แม้จะมีการปรับลดราคาลง ตลอดจนมีผู้ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น แต่เชื่อว่าหลายคนยังคงเป็นกังวลถึง “แบตเตอรี่รถไฟฟ้า” ซึ่งเป็นอะไหล่ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในรถยนต์ คิดเป็น 80%–90% ของมูลค่าทั้งคัน ที่ส่งผลโดยตรงต่อเบี้ยประกันรถยนต์ไฟฟ้าด้วยเช่นกัน
แล้วบริษัทประกันจะคุ้มครองแบตเตอรี่ของรถไฟฟ้าอย่างไร มีเงื่อนไขใดที่ผู้เอาประกันควรทราบ เพื่อช่วยให้ตัดสินใจทำประกันรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงซื้อรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น มาไขทุกข้อสงสัยในบทความนี้กัน
เลือกอ่านประเด็นที่สนใจ:
เงื่อนไขความคุ้มครองแบตเตอรี่รถไฟฟ้าเบื้องต้น

ตามเงื่อนไขประกันรถไฟฟ้าที่ประกาศใช้ในปี พ.ศ. 2567 สำนักงาน คปภ. กำหนดให้ประกันรถยนต์ไฟฟ้าคุ้มครองแบตเตอรี่ตามอายุการใช้งาน ดังนี้
| อายุการใช้งานแบตเตอรี่ | ความคุ้มครอง |
| ไม่เกิน 1 ปี | 100% |
| ไม่เกิน 2 ปี | 90% |
| ไม่เกิน 3 ปี | 80% |
| ไม่เกิน 4 ปี | 70% |
| ไม่เกิน 5 ปี | 60% |
| มากกว่า 5 ปีขึ้นไป | 50% |
*กรรมสิทธิ์ของซากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าให้เป็นของผู้เอาประกันภัยและบริษัทตามสัดส่วนเดียวกับอัตราการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแบตเตอรี่
**กรณีที่มีการตกลงให้มีการจำหน่ายแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ถูกเปลี่ยนให้บริษัทดำเนินการจำหน่ายและจัดสรรจำนวนเงินที่ได้จากการจำหน่ายดังกล่าวให้แก่ผู้เอาประกันภัยตามสัดส่วนข้างต้น
ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่รถไฟฟ้า ผู้เอาประกันควรทำอย่างไร?
เมื่อจำเป็นต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่รถไฟฟ้า ผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกใช้สิทธิ 2 แบบ
- 1. ปรับเพิ่มทุนประกันภัย ปรับทุนประกันตามมูลค่าของรถและแบตเตอรี่ลูกใหม่ โดยต้องชำระเบี้ยประกันเพิ่มตามทุนที่ปรับขึ้น และบริษัทจะออกเอกสารแนบท้ายเพื่อยืนยันการปรับเปลี่ยนทุนประกัน
- 2. ไม่ปรับเพิ่มทุนประกันภัย ความคุ้มครองจะยังอ้างอิงตามทุนประกันเดิมและอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ก่อนเปลี่ยน ตามตารางการชดเชยที่กำหนดไว้
โดยผู้เอาประกันต้องแจ้งการใช้สิทธิให้บริษัททราบภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากบริษัท หากไม่แจ้งภายในกำหนด จะถือว่าเลือกไม่ปรับเพิ่มทุนประกัน
ทั้งนี้ หากบริษัทเป็นผู้ดำเนินการเปลี่ยนแบตเตอรี่ บริษัทจะต้องแจ้งให้ผู้เอาประกันทราบภายใน 7 วัน นับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแบตเตอรี่
กรณีการเปลี่ยนแบตเตอรี่รถไฟฟ้า
ผู้เอาประกันสามารถเลือกเปลี่ยนแบตเตอรี่รถไฟฟ้า ได้เป็น 2 กรณีหลัก ดังนี้
1. กรณีให้บริษัทเป็นผู้เปลี่ยนแบตเตอรี่ให้ใหม่
กรณีที่ 1: ผู้เอาประกัน ยินยอมเพิ่มทุนประกัน
- ผู้เอาประกันต้องชำระเบี้ยประกันเพิ่มเติม
- บริษัทจะออก เอกสารแนบท้าย (ร.ย.ฟ.08) เพื่อเพิ่มจำนวนเงินเอาประกันภัย
- หากเกิดอุบัติเหตุในช่วง 30 วันหลังเปลี่ยนแบตเตอรี่ บริษัทจะคุ้มครองในระดับเดียวกับปีแรก แม้ยังไม่ชำระเบี้ยเพิ่ม
กรณีที่ 2: ผู้เอาประกัน ไม่ยินยอมหรือไม่แจ้งความประสงค์
- บริษัทจะให้ความคุ้มครอง ตามทุนประกันเดิม และตามอายุของแบตเตอรี่เดิม
- ไม่มีการเพิ่มทุน และจะไม่ใช้เอกสารแนบท้าย (ร.ย.ฟ.06) เพื่อการชดเชย
2. กรณีผู้เอาประกันเป็นผู้เปลี่ยนแบตเตอรี่เอง
กรณีที่ 1: ผู้เอาประกัน แจ้งขอเพิ่มทุนประกัน
- ต้องแจ้งความประสงค์ต่อบริษัท และชำระเบี้ยเพิ่ม ก่อนเกิดความเสียหาย
- บริษัทจะออก เอกสารแนบท้าย (ร.ย.ฟ.08) เพื่อเพิ่มจำนวนเงินเอาประกันภัย
กรณีที่ 2: ผู้เอาประกัน ไม่แจ้งหรือไม่ชำระเบี้ยเพิ่ม
- บริษัทจะให้ความคุ้มครอง ตามทุนประกันเดิม และตามอายุแบตเตอรี่ก่อนเปลี่ยน
- ค่าชดเชยจะเป็นไปตาม ตารางอัตราการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแบตเตอรี่
แบตเตอรี่รถไฟฟ้าเสียหาย ประกันรถยนต์ไฟฟ้าคุ้มครองอย่างไร?

หากรถยนต์ไฟฟ้าเกิดอุบัติเหตุจนต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ บริษัทประกันจะชดใช้ค่าสินไหมตามอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ตามตารางที่กำหนดไว้ โดยส่วนที่เหลือจากความคุ้มครอง ผู้เอาประกันจะต้องรับผิดชอบเอง
ตัวอย่าง: หากรถยนต์ไฟฟ้าเข้าสู่ปีที่ 2 แล้วเกิดอุบัติเหตุ แบตเตอรี่จะได้รับความคุ้มครอง 90% ผู้เอาประกันจ่ายส่วนที่เหลืออีก 10% โดยเมื่อบริษัทนำซากแบตเตอรี่ไปจำหน่ายได้เงินเท่าไหร่ ผู้เอาประกันจะได้รับคืนตามสัดส่วน 10% ที่ออกไปก่อนหน้า
ทั้งนี้ หากแบตเตอรี่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ผู้เอาประกันสามารถซื้อความคุ้มครองการเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่เพิ่มเติมได้ และหลังจากมีการเปลี่ยนแบตเตอรี่เรียบร้อยแล้ว สามารถติดต่อขอปรับทุนประกันตามมูลค่าแบตเตอรี่ใหม่ได้ทันที โดยการพิจารณาจะเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด
กรณีไหนที่อาจต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่รถไฟฟ้า?
แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าเป็นอะไหล่ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในรถยนต์ไฟฟ้า การตัดสินใจเปลี่ยนจึงขึ้นอยู่กับระดับความเสียหายและมาตรฐานความปลอดภัยที่บริษัทรถยนต์แต่ละแห่งกำหนด โดยกรณีที่มักนำไปสู่การเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ ได้แก่
- โครงสร้างแบตเตอรี่เสียหาย รั่ว หรือบิดเบี้ยวจากแรงกระแทก
- เหตุไฟไหม้หรือไฟลัดวงจร จนเกิดความร้อนหรือแรงดันไฟฟ้าผิดปกติ
- ความเสียหายจากน้ำท่วมจนไม่สามารถใช้งานต่อได้
กรณีที่ประกันรถยนต์ไฟฟ้าไม่คุ้มครอง
ประกันรถยนต์ไฟฟ้าจะไม่คุ้มครองความเสียหายของแบตเตอรี่ในกรณีต่อไปนี้
- กรณีอื่นๆ ที่บริษัทประกันรถยนต์ไฟฟ้ากำหนด
- การเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานปกติ
- การใช้งานผิดวิธี เช่น ชาร์จผิดประเภท
สรุปเงื่อนไขความคุ้มครองแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ควรรู้
ความคุ้มครองแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในประกันรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้คุ้มครอง 100% ตลอดอายุการใช้งาน แต่จะลดหลั่นลงตามอายุแบตเตอรี่ตั้งแต่ 50% ถึง 100% ดังนั้นยิ่งรถมีอายุการใช้งานนานขึ้น ส่วนที่ต้องรับผิดชอบเองก็จะสูงขึ้นตาม
เมื่อต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ ผู้เอาประกันมีสิทธิเลือกว่าจะปรับเพิ่มทุนประกันตามมูลค่าแบตเตอรี่ใหม่หรือไม่ โดยต้องแจ้งบริษัทภายใน 30 วัน และหากไม่แจ้งจะถือว่าเลือกไม่ปรับทุนโดยอัตโนมัติ
สิ่งที่ควรระวังคือประกันรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้คุ้มครองทุกกรณี โดยความเสียหายจากการเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน หรือการใช้งานผิดวิธี เช่น ชาร์จผิดประเภท จะไม่ได้รับความคุ้มครองครับ
ลุยน้ำท่วม ฝนตกหนัก เครื่องยนต์รถยนต์ไฟฟ้า EV จะมีปัญหาไหม?

เหตุผลที่เบี้ยประกันรถยนต์ไฟฟ้าแพงกว่ารถยนต์ทั่วไป

หากใครมีข้อสงสัย หรือ คำถามเกี่ยวกับความคุ้มครองรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเติม สามารถแอดไลน์มาสอบถามได้ที่ @easysunday
สำหรับใครที่กำลังมองหาประกันรถยนต์ไฟฟ้าที่ “คุณ” สามารถออกแบบความคุ้มครองเองได้ สามารถเข้ามาเช็กเบี้ยประกันรถยนต์ไฟฟ้ากับซันเดย์ได้บนเว็บไซต์ได้ง่ายๆ แค่ 3 ขั้นตอน
- เลือกรุ่นรถยนต์ไฟฟ้า
- กรอก “วันเดือนปีเกิด”
- กรอก “รหัสไปรษณีย์ที่อยู่ปัจจุบัน
แค่นี้ก็เช็กเบี้ยประกันรถยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ได้แล้ว ไม่ต้องกรอกข้อมูลติดต่อให้ซับซ้อน!
