หน้าหลัก › รู้ทันประกันรถยนต์ › มีรถต้องรู้! รวมวิธีรับมือและป้องกันความเสียหายรถยนต์ในช่วงน้ำท่วมที่ถูกต้อง

มีรถต้องรู้! รวมวิธีรับมือและป้องกันความเสียหายรถยนต์ในช่วงน้ำท่วมที่ถูกต้อง

อุทกภัย หรือ น้ำท่วม เป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล โดยเฉพาะรถยนต์ และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงและมีระบบการทำงานที่ซับซ้อน 

จากสถิติการเคลมประกันภัยของสมาคมประกันวินาศภัยไทย (TGIA) พบว่าความเสียหายของรถยนต์จากเหตุการณ์น้ำท่วมมีมูลค่าการซ่อมแซมเฉลี่ยตั้งแต่ 30,000 บาท ไปจนถึงมากกว่า 500,000 บาทต่อคัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ระบบกล่องควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (ECU) หรือแบตเตอรี่แรงดันสูงเสียหายทั้งหมด 

ดังนั้น การเรียนรู้วิธีป้องกันและรับมืออย่างถูกวิธีตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังน้ำลด จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม


สรุปหัวข้อสำคัญในบทความนี้


วิธีป้องกันและลดความเสียหายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในช่วงน้ำท่วม

วิธีจัดการรถยนต์ให้ปลอดภัย ก่อนน้ำท่วม

ก่อนที่น้ำจะท่วมเข้าสู่พื้นที่อยู่อาศัย นอกจากจะเตรียมความพร้อมด้านอาหาร น้ำดื่ม และการจัดการสิ่งของมีค่าแล้ว การนำรถยนต์ไปจอดในพื้นที่ปลอดภัยก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน

โดยรถยนต์ประเภทเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะมีวิธีการจัดการที่แตกต่างกัน ดังนี้

จุดที่ต้องเช็กรถยนต์สันดาป (ICE)รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
การเคลื่อนย้ายจอดบนพื้นที่สูงให้พ้นระดับน้ำท่วม และหลีกเลี่ยงจุดที่มีความชื้นสูงสะสม
การตัดระบบไฟฟ้าดับเครื่องยนต์ ปิดการทำงานของตัวรถ และเปิดฝากระโปรงรถยนต์
มองหาสัญลักษณ์เครื่องหมายลบ (-) หรือสายสีดำ คลายโบลต์แล้วดึงขั้วลบออกเพื่อตัดระบบไฟ ป้องกันไม่ให้ประแจไปโดนตัวถังแล้วเกิดประกายไฟ
จากนั้นมองหาสัญลักษณ์เครื่องหมายบวก (+) หรือสายสีแดง คลายโบลต์แล้วถอดขั้วบวกออกตาม
ขยับสายไฟทั้งสองขั้วให้อยู่ห่างจากตัวแบตเตอรี่เพื่อไม่ให้สัมผัสกันโดยบังเอิญ
ดับเครื่องยนต์ ปิดระบบการทำงานของรถ 
ปิดสวิตช์ไฟฟ้าหลัก ตัดระบบ High Voltage หรือ ปิดล็อกรถก่อน
ตรวจสอบระบบ Emergency Disconnect (ถ้ามี)
ถอดขั้วแบตเตอรี่ 12V. (ลูกเล็ก) โดยมองหาสัญลักษณ์เครื่องหมายลบ (-) หรือสายสีดำ
จากนั้นให้คลายออก แล้วยกขั้วสายไฟหลุดออก ระวังอย่าให้ปลายสายไปแตะกับตัวถังรถหรือส่วนที่เป็นโลหะ
จากนั้นมองหาสัญลักษณ์เครื่องหมายบวก (+) หรือสายสีแดง คลายโบลต์แล้วถอดขั้วบวกออกในลักษณะเดียวกัน
การปิดล็อกปิดกระจก ประตู และช่องระบายอากาศให้แน่นหนาปิดล็อกประตู ซันรูฟ ตรวจสอบฝาปิดช่องชาร์จไฟให้สนิท และนำกุญแจ หรือ Smart Key ออกจากบริเวณรถ
ความเสี่ยงหลักระวังน้ำเข้าท่อไอดี ท่อไอเสีย และเครื่องยนต์ระบบเผาไหม้ระวังความชื้นเข้าสู่ชุดสายไฟแรงดันสูง แบตเตอรี่ และกล่องควบคุม BMS

สรุปขั้นตอนควรปฏิบัติ

1. รีบหาสถานที่จอดรถที่ปลอดภัย 

เช่น พื้นที่สูงกว่าระดับน้ำท่วม พื้นที่ปลอดภัยจากน้ำท่วม หรือ นำรถไปจอดในอาคารจอดรถ พื้นที่เนินสูง หรือสถานที่ที่จัดเตรียมไว้

2. ปิดรถยนต์และระบบการทำงานของรถยนต์ทั้งหมด

  • ดับเครื่องยนต์และปิดระบบไฟในรถทั้งหมด 
  • นำกุญแจรถยนต์ หรือ Smart Key ออกห่างจากบริเวณตัวรถอย่างน้อย 5–10 เมตร เพื่อป้องกันระบบระบบ Welcome Light หรือระบบค้นหากุญแจทำงานเอง
  • ปิดประตู กระจกหน้าต่าง และซันรูฟให้สนิท ถอดขั้วแบตเตอรี่ 12 V. (ขั้วลบ -) ออกเพื่อตัดระบบไฟฟ้าทั้งหมด ป้องกันการช็อตของกล่อง ECU

3. หลีกเลี่ยงการขับรถลุยน้ำท่วม

ไม่ควรขับรถลุยน้ำท่วม แม้ระดับน้ำจะดูไม่สูง เนื่องจากคลื่นน้ำจากรถคันอื่นอาจทะลักเข้าท่อไอดี เครื่องยนต์ และระบบกรองอากาศของรถยนต์ได้ 

นอกจากนี้ สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว คลื่นน้ำอาจพัดเศษขยะไปกระแทกกับแผงปกป้องแบตเตอรี่ใต้ท้องรถจนเกิดความเสียหายได้

4. บันทึกภาพถ่ายสภาพรถ

ถ่ายภาพรถยนต์เก็บไว้ทุกมุม ทั้งสภาพภายนอก ตำแหน่งที่จอด และระดับน้ำเริ่มต้น เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันกับบริษัทประกันภัย


อย่าเสี่ยงปกป้องรถยนต์จากน้ำท่วมด้วย 2 วิธีนี้!

1. การนำถุงพลาสติกมาคลุมรถยนต์

การนำถุงพลาสติกขนาดใหญ่มาคลุมรถยนต์เพื่อป้องกันน้ำท่วมเป็นวิธีที่มีความเสี่ยงสูงมาก 

สาเหตุเป็นเพราะแรงดันน้ำภายนอกจะดันให้ถุงพลาสติกแนบติดกับตัวรถ เกิดการควบแน่นของไอน้ำและความชื้นภายในถุง ทำให้กล่องไฟและห้องโดยสารมีความเสี่ยงที่จะเกิดเชื้อราและลัดวงจร 

นอกจากนี้ หากระดับน้ำสูงขึ้น ถุงพลาสติกจะกลายเป็นทุ่นลอยน้ำ พารารถยนต์ลอยไปชนกับสิ่งกีดขวางจนโครงสร้างเสียหายหนักขึ้น

ที่สำคัญ วัตถุต่างๆ ที่ลอยมากับน้ำอาจเจาะเข้าบริเวณถุงพลาสติก ส่งผลให้น้ำท่วมรถยนต์และสร้างความเสียหายได้เช่นกัน

2. การใช้แม่แรงและอิฐบล็อกวางหนุนรถยนต์

การใช้แม่แรงและอิฐบล็อกวางหนุนรถยนต์เพื่อหนีน้ำท่วม เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างยิ่ง 

เนื่องจากอิฐบล็อกไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รับน้ำหนักกดทับแบบจุด (Point Load) ของรถยนต์ซึ่งหนักกว่า 1.2–2.0 ตัน 

นอกจากนี้ เมื่ออิฐบล็อกแช่น้ำเป็นเวลานานจะเกิดการอุ้มน้ำและแตกร้าว ทำให้รถยนต์ไถลตกจากแม่แรง เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทับผู้ปฏิบัติงาน และทำให้ช่วงล่างของรถยนต์พังเสียหายทันที

วิธีปกป้องรถยนต์ ช่วงน้ำท่วม

วิธีปกป้องรถยนต์ ช่วงน้ำท่วม

หากเจอเข้ากับสถานการณ์ที่น้ำกำลังจะเข้าท่วมพื้นที่อยู่อาศัยในไม่ช้า แนะนำให้ปฏิบัติตามขั้นตอน ดังนี้

สรุปขั้นตอนควรปฏิบัติ

1. เช็กระดับน้ำท่วมในปัจจุบัน

  • ระดับน้ำยังไม่ถึงตัวรถ (ต่ำกว่าครึ่งล้อ / ไม่เกิน 20 เซนติเมตร) แนะนำให้เคลื่อนย้ายรถยนต์ออกจากพื้นที่อย่างระมัดระวัง โดยปิดเครื่องปรับอากาศ ใช้เกียร์ต่ำ และรักษาความเร็วให้คงที่
  • ระดับน้ำท่วมถึงบริเวณครึ่งล้อ หรือขอบประตูรถ (20–40 เซนติเมตร) น้ำเริ่มมีโอกาสไหลเข้าสู่ห้องโดยสารและท่อไอเสีย แนะนำให้ให้หยุดการใช้งานรถยนต์ ปิดระบบไฟ ถอดขั้วแบตเตอรี่ และติดต่อบริการรถยกหรือรถลากทันที
  • ระดับน้ำท่วมถึงห้องโดยสาร คอนโซลหน้า รถจมน้ำ หรือรถดับไปแล้ว ห้ามสตาร์ทเครื่องยนต์ซ้ำเด็ดขาด เพราะจะทำให้น้ำถูกดูดเข้าสู่ห้องเผาไหม้ ส่งผลให้เครื่องยนต์พังเสียหายสิ้นเชิงจากอาการน้ำล็อก (Hydro-lock)

2. บันทึกภาพไว้เป็นหลักฐานอย่างเป็นระบบ

เมื่อเกิดเหตุการณ์รถโดนน้ำท่วม ให้บันทึกภาพและวิดีโอทันทีเพื่อหลักฐานประกอบการเคลมประกันในกรณีรถยนต์โดนน้ำท่วม โดยแนะนำให้เก็บหลักฐานให้ครบตามรายละเอียด ดังนี้ 

  • ภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุที่เห็นภูมิทัศน์โดยรอบและตำแหน่งของรถยนต์
  • ภาพแสดงระดับน้ำท่วมเปรียบเทียบกับตัวรถยนต์
  • ภาพถ่ายความเสียหายของห้องโดยสาร เบาะนั่ง ห้องเครื่องยนต์ และความเสียหายอื่นๆ หากเปิดได้ปลอดภัย
วิธีตรวจสอบรถยนต์ หลังน้ำลดลงแล้ว

วิธีตรวจสอบรถยนต์ หลังน้ำลดลงแล้ว

เมื่อระดับน้ำลดลงสู่ภาวะปกติ เจ้าของรถต้องปฏิบัติตามขั้นตอนตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดตามลำดับเพื่อป้องกันความเสียหายซ้ำซ้อน

สรุปขั้นตอนควรปฏิบัติ

1. ห้ามสตาร์ทรถยนต์เด็ดขาด

เพื่อป้องกันอาการน้ำล็อก (Hydro-lock) โดยหากมีน้ำค้างอยู่ในห้องเผาไหม้ ท่อไอดี หรือระบบไฟ การบิดกุญแจสตาร์ทจะทำให้ลูกสูบอัดน้ำจนก้านสูบงอ เพลาข้อเหวี่ยงแตก หรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจรในชุดกล่องควบคุม ECU ทันที

2. ถอดขั้วแบตเตอรี่ออก กรณีที่ยังไม่ได้ถอดไว้ก่อนน้ำท่วม

ถอดขั้วลบ (-) ของแบตเตอรี่ออกทันที จากนั้นตามด้วยขั้ว (+) เพื่อตัดกระแสไฟตกค้าง ป้องกันการเกิดไฟฟ้าลัดวงจรซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดเพลิงไหม้รถยนต์หลังน้ำลด

3. ตรวจสอบเครื่องยนต์และของเหลว

เช็กคราบน้ำและสภาพน้ำมันเครื่อง เปิดฝากระโปรงหน้าเพื่อตรวจดูคราบรอยน้ำ บริเวณกรองอากาศ และกล่องฟิวส์ 

สำหรับรถยนต์สันดาป อย่าลืมดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องและน้ำมันเกียร์ออกมาดู หากน้ำมันเปลี่ยนสีเป็น “สีน้ำตาลนม” หรือ “สีชาเย็น” แสดงว่ามีน้ำรั่วซึมเข้าไปผสมในระบบเครื่องยนต์แล้ว ห้ามสตาร์ทเครื่องยนต์เด็ดขาด

4. เช็กระดับน้ำและความชื้นสะสม

ประเมินความเสียหายช่วงล่างและระบบไฟฟ้า ตรวจสอบระดับคราบโคลนที่ติดอยู่ภายในห้องโดยสาร 

หากคราบน้ำสูงเกินคอนโซลหน้า มีความเสี่ยงว่าระบบสายไฟ ECU และถุงลมนิรภัยสัมผัสน้ำทั้งหมด 

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) นอกจากจะตรวจสอบระบบภายในแล้ว แนะนำให้ตรวจเช็กสนิม คราบเกลือ และรอยถลอกบริเวณเกราะคุ้มกันแพ็กแบตเตอรี่ใต้ท้องรถ

5. บันทึกภาพถ่ายความเสียหายอย่างละเอียด

เตรียมเอกสารสำหรับบริษัทประกันภัย ถ่ายรูปคราบน้ำ โคลน และสิ่งสกปรกต่างๆ ที่ตกค้างในห้องโดยสาร เบาะนั่ง เรือนไมล์ และหน้าห้องเครื่อง เพื่อรวบรวมเป็นหลักฐานประกอบเอกสารเคลมประกันภัย

6. เคลื่อนย้ายรถยนต์เพื่อตรวจสอบ

ติดต่อรถยกรถสไลด์ หรือ รถยก เพื่อขนย้ายรถยนต์ไปยังศูนย์บริการ หรือ อู่ซ่อมรถยนต์มาตรฐาน ห้ามใช้วิธีการลากจูงขณะที่ล้อรถยังแช่น้ำหรือระบบเบรกติดขัด

วิธีตรวจสอบรถ หลังน้ำท่วม

รถยนต์น้ำท่วม เคลมประกันได้ในกรณีใดบ้าง?

เงื่อนไขการรับประกันภัยรถยนต์จากอุทกภัยอ้างอิงตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สามารถแบ่งความคุ้มครองตามประเภทกรมธรรม์ได้ดังนี้

ประเภทกรมธรรม์คุ้มครองภัยน้ำท่วม/ภัยธรรมชาติลักษณะการชดเชยค่าเสียหาย
ประกันภัยชั้น 1คุ้มครองจ่ายตามจริงกรณีซ่อมแซม หรือ คืนทุนประกันกรณีเสียหายสิ้นเชิง
ประกันภัยชั้น 2+คุ้มครองเฉพาะกรมธรรม์ที่ระบุคุ้มครองเฉพาะกรมธรรม์ที่มีการซื้อความคุ้มครองภัยธรรมชาติเพิ่ม
ประกันภัยชั้น 3+คุ้มครองเฉพาะกรมธรรม์ที่ระบุคุ้มครองเฉพาะกรมธรรม์ที่มีการซื้อความคุ้มครองภัยธรรมชาติเพิ่ม
ประกันภัยชั้น 2 และ 3ไม่คุ้มครองคุ้มครองเฉพาะความเสียหายต่อบุคคลภายนอกและรถหาย/ไฟไหม้

เกณฑ์การประเมินความเสียหายและการจ่ายค่าชดเชยเบื้องต้น

1. ความเสียหายสิ้นเชิง (Total Loss)

เกิดขึ้นเมื่อน้ำท่วมสูงเกินคอนโซลหน้า หรือท่วมมิดหลังคา จนประเมินค่าซ่อมแซมแล้วเกิน 70% ของมูลค่ารถยนต์ โดยบริษัทประกันภัยจะทำการจ่ายเงินชดเชยทุนประกันภัย ที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ และผู้เอาประกันต้องโอนซากรถยนต์ให้แก่บริษัทประกัน

2. ความเสียหายบางส่วน (Partial Loss)

เกิดขึ้นเมื่อน้ำท่วมขังเฉพาะช่วงล่าง หรือเข้าห้องโดยสารระดับเบาะนั่ง โดยที่ระบบเครื่องยนต์และกล่องควบคุมยังสามารถซ่อมแซมแก้ไขได้ บริษัทประกันภัยจะรับผิดชอบจ่ายค่าซ่อมแซม อะไหล่ และค่าแรงช่างตามจริงทั้งหมด

อย่างไรก็ดี บริษัทประกันภัยแต่ละแห่งมีเงื่อนไขในการพิจารณาที่แตกต่างกัน ดังนั้น อย่าลืมสอบถามเงื่อนไขความคุ้มครองเพิ่มเติม


ปกป้องรถยนต์แล้ว อย่าลืมดูแลตัวเองจากโรคร้ายที่มาทางน้ำ

นอกจากการปกป้องทรัพย์สินอย่างรถยนต์แล้ว สุขภาพของเจ้าของรถและผู้ประสบภัยเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากน้ำท่วมขังเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและแบคทีเรียหลายชนิด ทั้งยังสร้างความวิตกกังวลและความเครียดสะสมได้ โดยจากข้อมูลของกรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข โรคที่ต้องเฝ้าระวังในช่วงน้ำท่วมประกอบไปด้วย

อาการเจ็บป่วยสาเหตุและการติดเชื้ออาการสำคัญแนวทางการป้องกัน
โรคฉี่หนู (Leptospirosis)เชื้อแบคทีเรียในปัสสาวะสัตว์ปนเปื้อนในน้ำ เข้าทางบาดแผลไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อน่อง ตาแดงสวมรองเท้าบูทยาง ห้ามลุยน้ำด้วยแผลเปิด
โรคน้ำกัดเท้า หรือ ฮ่องกงฟุตเชื้อราจากการแช่น้ำสกปรกเป็นเวลานานผิวหนังเปื่อย ลอก คัน และอักเสบเช็ดเท้าให้แห้งทันทีหลังสัมผัสน้ำ ใช้ยาทาแก้เชื้อรา
โรคตาแดง (Conjunctivitis)เชื้อไวรัส/แบคทีเรียในน้ำสกปรกเข้าตาตาแดง เคืองตา มีขี้ตามากห้ามใช้มือเปียกขยี้ตา ล้างตาด้วยน้ำสะอาด
โรคระบบทางเดินอาหารรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนท้องเสีย อาเจียน ปวดท้องดื่มน้ำต้มสุก รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่
โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever)น้ำท่วมขังกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายไข้สูงลอยฉับพลัน (38.5–40 องศาเซลเซียส) นาน 2–7 วัน
ปวดศีรษะ ปวดเบ้าตา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามตัว
หน้าแดง มีผื่นหรือจุดเลือดออกเล็กๆ ตามผิวหนัง
เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้องบริเวณชายโครงขวา
หากไข้เริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ผู้ป่วยกลับมีอาการซึม มือเท้าเย็น เลือดกำเดาไหล หรืออาเจียนเป็นเลือด ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
ภาวะเครียดสะสมและความวิตกกังวล (Stress & Anxiety)วิตกกังวลเนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมนอนไม่หลับ ผวา ตื่นตระหนกตลอดเวลาเมื่อเห็นฝนตก ปวดศีรษะหรือปวดท้องโดยไม่มีสาเหตุติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือวันละ 1–2 ครั้ง ป้องกันการรับข้อมูลมากเกินไป
ภาวะซึมเศร้า (Depression)เหตุการณ์น้ำท่วมกระตุ้นและทำให้สะสมความเศร้ารู้สึกสิ้นหวัง ท้อแท้ หมดพลังในการใช้ชีวิต แยกตัวจากสังคม มีความคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่พูดคุยระบายความรู้สึกกับครอบครัว เพื่อน หรือจิตแพทย์ ห้ามเก็บปัญหาไว้คนเดียว
โรคเครียดหลังเหตุการณ์รุนแรง (PTSD)ความเครียดสะสมในช่วงเหตุการณ์น้ำท่วมเห็นภาพหลอนหรือฝันร้ายถึงเหตุการณ์น้ำท่วมซ้ำๆ ตกใจกลัวอย่างรุนแรงเมื่อได้ยินเสียงน้ำหรือฝนตกหนักเข้ารับการบำบัดทางจิตวิทยา เพื่อปรับโครงสร้างความคิดและความทรงจำจากภัยพิบัติ

ปกป้องรถยนต์ พร้อมดูแลสุขภาพ และอย่าลืมเตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน

นอกจากการปกป้องรถยนต์แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน (Go Bag) สำหรับสมาชิกทุกคนในบ้านให้พร้อมอพยพทันที และการจัดเตรียมอุปกรณ์ดำรงชีพพื้นฐานให้สามารถพึ่งพาตนเองได้นานอย่างน้อย 3–7 วัน หากตัดขาดจากระบบไฟฟ้าหรือประปา

1. หมวดอาหารและน้ำดื่มฉุกเฉิน (สำหรับอย่างน้อย 3–7 วัน)

  • น้ำดื่มสะอาด จัดเตรียมอย่างน้อย 3 ลิตรต่อคนต่อวัน (ใช้ทั้งดื่มและสุขอนามัยเบื้องต้น)
  • อาหารที่ไม่ต้องหุงต้ม เช่น อาหารกระป๋อง ปลากระป๋อง บะหมี่สำเร็จรูปชนิดบดทานได้ ข้าวกล่องพร้อมทานที่อุ่นร้อนในตัว หรือ ข้าวที่เปิดรับประทานได้ทันที
  • อาหารให้พลังงานสูง เช่น ถั่วอบแห้ง ช็อกโกแลต เอนเนอร์จีบาร์ และผลไม้อบแห้ง
  • นมผงและอาหารเด็ก สำหรับบ้านที่มีเด็กเล็กหรือทารก

2. หมวด ยา เวชภัณฑ์ และสุขอนามัย

  • ยาประจำตัว ควรเตรียมไว้ให้พออย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ ใส่ถุงซิปล็อกกันน้ำ
  • ยาสามัญประจำบ้าน เช่น ยาแก้ปวดลดไข้ (พาราเซตามอล) ยาแก้ท้องเสีย ยาผงเกลือแร่ (ORS) และยาแก้แพ้
  • ยาเฉพาะทางสำหรับน้ำท่วม เช่น ยาทาแก้เชื้อรา/น้ำกัดเท้า เบตาดีนใส่แผล พลาสเตอร์กันน้ำ แอลกอฮอล์เช็ดแผล
  • อุปกรณ์สุขอนามัย เช่น ทิชชู่ ทิชชู่เปียก เจลแอลกอฮอล์ ถุงขยะหนาและถุงซิปล็อก สำหรับจัดเก็บขยะหรือใช้เป็นสุขาฉุกเฉินร่วมกับผงกำจัดกลิ่น ผ้าอนามัย และแพมเพิส

3. หมวดอุปกรณ์ส่องสว่าง สื่อสาร และพลังงาน

  • พาวเวอร์แบงก์ (Power Bank) ชาร์จไฟเต็มอย่างน้อย 2–3 ตัว 
  • ไฟฉายและแบตเตอรี่สำรอง ควรมีไฟฉายแบบคาดหัวหรือไฟฉายพกพาพร้อมก้อนถ่านสำรองหลายชุด
  • นกหวีด สำหรับเป่าส่งสัญญาณเสียงขอความช่วยเหลือกรณีติดค้างในอาคาร 
  • วิทยุ FM/AM แบบใช้ถ่าน สำหรับติดตามข่าวสารการประกาศเตือนภัยกรณีสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตล่ม
  • เชือกอเนกประสงค์และมีดพับ สำหรับผูกยึดสิ่งของหรือใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

4. หมวดเอกสารสำคัญและเงินสด

  • เอกสารสำคัญใส่ซองพลาสติกกันน้ำ เช่น บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน เอกสารสิทธิ์ที่ดิน กรมธรรม์ประกันภัย สมุดบัญชีธนาคาร และสมุดประวัติการรักษาพยาบาล
  • เงินสด เตรียมเงินสดธนบัตรย่อย เช่น แบงก์ 20, 50, 100 เนื่องจากในช่วงน้ำท่วมระบบตู้ ATM และระบบสแกนจ่ายผ่านแอปพลิเคชันอาจไม่สามารถใช้งานได้

5. การเตรียมความพร้อมสิ่งของภายในบ้าน

  • อุปกรณ์ยกของขึ้นที่สูง เช่น อิฐบล็อก แม่แรง หรือขาตั้งสำเร็จรูป สำหรับยกตู้เย็น เครื่องซักผ้า และเฟอร์นิเจอร์ขึ้นพ้นระดับน้ำ
  • พลาสติกคลุมกันน้ำและเทปกาว สำหรับซีลปิดปลั๊กไฟชั้นล่างและช่องทางเข้าของน้ำ
  • รองเท้าบูทยาง สำหรับสวมใส่เดินลุยน้ำ ป้องกันเศษแก้ว ตะปู และสัตว์มีพิษที่ลอยมากับน้ำ

สำหรับลูกค้าซันเดย์ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อ Sunday Customer Service ได้ตลอด 24 ชั่วโมงที่ 0 2022 1111 หรือ Line: @easysunday


ซื้อประกันรถ
Share this article
Shareable URL
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

อัปเดตล่าสุด! สรุปประกันรถยนต์บังคับระบุชื่อผู้ขับขี่หรือเปล่า?

ในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา ทางสำนักงานคปภ. ได้ประกาศบังคับใช้ “เกณฑ์ใหม่ประกันรถยนต์น้ำมัน”…
ประกาศบังคับระบุชื่อผู้ขับขี่ในปี 2568

เปลี่ยนสีรถยนต์ใหม่ ต้องบอกประกันรถยนต์หรือเปล่า?

การเปลี่ยนสีรถยนต์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความชอบส่วนบุคคล หรือ ความสวยงามเท่านั้น แต่ในทางกฎหมาย…
เปลี่ยนสีรถยนต์ใหม่

เปลี่ยนล้อแม็กใหม่ ประกันจะให้เคลมล้อแม็กใหม่หรือเปล่า?

เปลี่ยนล้อแม็กใหม่ ต้องแจ้งประกันไหม ประกันจะให้เคลมล้อแม็กใหม่หรือเปล่า? การเปลี่ยนล้อแม็ก คือ…
เปลี่ยนล้อแม็กใหม่ ประกันจะให้เคลมล้อแม็กใหม่หรือเปล่า?

เกณฑ์ประกันรถยนต์น้ำมัน ต่างจากประกันรถยนต์ไฟฟ้าอย่างไร?

นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2567 เป็นต้นมา สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือสำนักงานคปภ.…
เกณฑ์ประกันรถยนต์น้ำมัน ต่างจากประกันรถยนต์ไฟฟ้าอย่างไร?
0
Share