ปัจจุบัน จำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกปีและมีผู้ป่วยสะสมจำนวนมาก พบว่าสาเหตุมักจะมาจากพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตเป็นหลัก
จากสถิติพบว่า ผู้คนส่วนใหญ่มักจะป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งมีอาการคล้ายกับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ทำให้หลายคนอาจจะยังสับสน และแยกไม่ออกว่าตนเองเสี่ยงเป็นชนิดไหน ซึ่งในความจริงแล้ว สาเหตุการเกิดโรคเบาหวานทั้งสองชนิดนั้นต่างกันอย่างมาก ส่งผลให้การป้องกันและการรักษาไม่เหมือนกัน
ในบทความนี้เราจะพาทุกคนไปทำความเข้าใจโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 เพื่อวางแผนป้องกันและสังเกตอาการของตนเอง

เลือกอ่านประเด็นที่สนใจ
โรคเบาหวานชนิดที่ 1 คืออะไร?
โรคเบาหวานชนิดที่ 1 คือ โรคเบาหวานที่เกิดจากภูมิคุ้มกันในร่างกายทำลายเซลล์เบตาในตับอ่อน ทำให้ตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ ซึ่งอินซูลินทำหน้าที่ในการเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสที่ร่างกายได้รับเป็นพลังงาน และช่วยควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ เมื่ออินซูลินในร่างกายทำงานไม่ปกติ จะส่งผลระดับน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานชนิดที่ 1 สามารถพบได้ตั้งแต่วัยทารกไปจนถึงผู้สูงอายุ แต่พบได้บ่อยในช่วงเด็กและวัยรุ่น ที่มีอายุ 4 – 14 ปี
โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากอะไร?
โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากภูมิคุ้มกันในร่างกายทำลายเซลล์ในตับอ่อนจนไม่สามารถทำงานได้ปกติ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่สามารถหาสาเหตุของการที่ร่างกายผลิตภูมิคุ้มกันมาทำลายเซลล์ตับอ่อนได้อย่างแน่ชัด แต่เป็นลักษณะที่คล้ายกับภาวะภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง โดยปกติแล้วระบบภูมิคุ้มกันจะทำหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรคในร่างกาย แต่กรณีนี้ภูมิคุ้มกันกลับมาทำลายเนื้อเยื่อและอวัยวะภายในร่างกายแทน
นอกจากนี้ กรรมพันธุ์ก็มีส่วนในการเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ได้ หากครอบครัวมีผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดนี้อาจมีการถ่ายทอดพันธุกรรมมาสู่รุ่นต่อไป
นอกจากพันธุกรรมแล้ว สภาพแวดล้อมภายนอกก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของโรคเบาหวานได้ เช่น การติดเชื้อไวรัสบางชนิดอาจกระตุ้นภาวะภูมิคุ้มกันทำลายตนเองได้ ซึ่งเข้าไปทำลายเซลล์ตับอ่อนทำให้ร่างกายผลิตอินซูลินไม่ได้ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคเบาหวานชนิดที่ 1
โรคเบาหวานชนิดที่ 1 มีอาการแบบไหน?
โรคเบาหวานชนิดที่ 1 มักมีอาการอย่างรุนแรงและเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยอาการที่สามารถสังเกตได้ มีดังนี้
- ปัสสาวะบ่อยและมีปริมาณมากกว่าปกติ
โดยปกติแล้วใน 1 วัน เราจะปัสสาวะ 6 – 8 ครั้งในช่วงกลางวัน และปัสสาวะ 1 – 2 ครั้งในช่วงกลางคืน การปัสสาวะบ่อยเกินปกติอาจเป็นหนึ่งในอาการของโรคเบาหวานได้ โดยอาการปัสสาวะบ่อยเกิดจากร่างกายไม่มีอินซูลินคอยควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด ระดับน้ำตาลในเลือดจึงสูง ทำให้ไตไม่สามารถกรองน้ำตาลได้หมด จึงขับน้ำตาลส่วนเกินออกทางปัสสาวะ
- กระหายน้ำมากกว่าปกติ
หากดื่มน้ำในปริมาณมากแล้ว แต่ยังรู้สึกกระหายน้ำอยู่บ่อยๆ อาจเป็นอาการของโรคเบาหวาน ซึ่งเกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูง ร่างกายจึงต้องการน้ำมากขึ้นเพื่อนำมาเจือจางระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินไป
- หิวบ่อยผิดปกติ
มีการรับประทานอาหารในปริมาณที่ปกติ แต่ยังรู้สึกหิวบ่อยระหว่างมื้อ ชอบกินจุกจิก ซึ่งอาการนี้อาจเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถเปลี่ยนน้ำตาลเป็นพลังงานเพื่อเอาไปใช้ในอวัยวะต่างๆ ได้
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ อ่อนเพลีย
น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ อาจเกิดขึ้นจากร่างกายขาดพลังงานจากน้ำตาล เมื่อร่างกายเริ่มอ่อนเพลีย จึงเผาผลาญพลังงานจากไขมันสะสมและกล้ามเนื้อมาใช้แทน ส่งผลให้ไขมันและมวลกล้ามเนื้อลดลง
- ตาพร่ามัว มองเห็นไม่ชัด
ระดับน้ำตาลในเลือดสูงทำให้เลนส์ตาบวมน้ำ ตาจึงปรับโฟกัสได้ยากขึ้น ส่งผลให้มีอาการตาพร่ามัว มองเห็นได้ไม่ชัด
- ภาวะเลือดเป็นกรด (Diabetic Ketoacidosis: DKA)
มีอาการปวดศีรษะ ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน หายใจลึกขึ้นและมีลมหายใจกลิ่นคล้ายผลไม้ ซึ่งภาวะนี้เกิดจากร่างกายมีอินซูลินต่ำมาก ไม่สามารถเปลี่ยนน้ำตาลเป็นพลังงานได้ จึงเผาผลาญไขมันสะสมและกล้ามเนื้อมาใช้ กระบวนการนี้ทำให้เกิดกรดคีโตนสะสมในกระแสเลือด จนเกิดภาวะเลือดเป็นกรด หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร่งด่วน เนื่องจากเป็นอาการฉุกเฉินอันตรายถึงชีวิต
หากมีอาการข้างต้นหลายอย่างร่วมกัน ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน
โรคเบาหวานชนิดที่ 1 ป้องกันได้ไหม
โรคเบาหวานชนิดที่ 1 ไม่สามารถป้องกันได้ เนื่องจากเกิดความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันภายในและพันธุกรรมที่ไม่สามารถควบคุมได้
อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 สามารถดูแลตัวเองเบื้องต้นได้โดยการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานเป็นปกติ
โรคเบาหวานชนิดที่ 1 รักษาได้อย่างไร
ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาโรคเบาหวานชนิดนี้ให้หายขาดได้ แต่สามารถรักษาและควบคุมอาการของโรคนี้ให้สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยการฉีดอินซูลินทดแทนที่ร่างกายผลิตไม่ได้ ควบคู่กับการรับประทานอาหารและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และพบแพทย์เพื่อติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 คืออะไร?
โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคเรื้อรังที่ร่างกายมีภาวะดื้ออินซูลิน ไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบางคนอาจมีภาวะการหลั่งอินซูลินลดลงร่วมด้วย ทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย
เบาหวานชนิดนี้พบได้มากที่สุด โดยคิดเป็น 90 – 95% ของผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งหมด ส่วนใหญ่จะพบในผู้ที่มีอายุ 35 – 45 ปีขึ้นไป
โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากอะไร?
โรคเบาหวานชนิดที่ 2 มักเกิดจากพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต เช่น การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม มีไขมันและน้ำตาลสูง ไม่ออกกำลังกาย ทำให้มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ซึ่งมีความสัมพันธ์กับภาวะดื้ออินซูลิน โดยการมีไขมันสะสมและพอกอยู่บริเวณรอบๆ อวัยวะภายในจะทำให้ร่างกายมีการหลั่งสารอักเสบและฮอร์โมนอื่นๆ ส่งผลให้อินซูลินไม่สามารถทำงานได้อย่างประสิทธิภาพ
จากภาวะดื้ออินซูลิน ตับอ่อนจะยิ่งพยายามผลิตอินซูลินออกมามากขึ้น เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด แต่เมื่อเผชิญกับภาวะนี้เป็นเวลานาน เซลล์ที่ผลิตอินซูลินจะเริ่มเสื่อมและผลิตได้น้อยลง ทำให้ร่างกายมีอินซูลินไม่เพียงพอ ระดับน้ำตาลในเลือดจึงกลับมาสูงอีกครั้งจนกลายเป็นโรคเบาหวาน
นอกจากนี้ กรรมพันธุ์และความเครียดก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้เช่นกัน
โรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีอาการอย่างไร?
อาการของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มักจะค่อยๆ แสดงอาการอย่างช้าๆ โดยที่เราไม่รู้ตัวหรือไม่เห็นถึงความผิดปกติของร่างกาย
โดยอาการของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มักจะมีอาการเหมือนกับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 คือ ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำและหิวมากกว่าปกติ น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ร่างกายอ่อนเพลีย และตาพร่ามัว
แต่นอกจากอาการข้างต้นแล้ว ยังมีอาการอื่นๆ ที่สามารถสังเกตเห็นได้ชัด ดังนี้
- แผลหายช้าและมีการติดเชื้อทางผิวหนังบ่อย
เมื่อมีแผลหรือรอยฟกช้ำที่ร่างกายใช้เวลานานกว่าปกติถึงแผลจะหาย เนื่องจากโรคเบาหวานทำให้มีไขมันสะสมในหลอดเลือดมากขึ้น หลอดเลือดจึงตีบและทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่สะดวก การลำเลียงออกซิเจน เซลล์เม็ดเลือดขาวและสารอาหารต่างๆ ไปหล่อเลี้ยงแผลได้ไม่ดี แผลจึงหายช้าและติดเชื้อได้ง่าย
- มีอาการชาที่ปลายนิ้วและนิ้วเท้า
บางคนรู้สึกเจ็บแปลบเหมือนถูกเข็มทิ่มที่บริเวณปลายนิ้วมือและนิ้วเท้า ซึ่งเป็นอาการของภาวะปลายประสาทเสื่อม สามารถรับความรู้สึกได้น้อยลง ซึ่งสาเหตุมาจากการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง
- ผิวบริเวณข้อพับสีคล้ำขึ้น
ผิวบริเวณข้อพับอย่างต้นคอ รักแร้ มีสีดำคล้ำ มีลักษณะขรุขระและหนาขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะดื้ออินซูลิน เกิดจากร่างกายมีปริมาณอินซูลินในกระแสเลือดมากกว่าปกติ อินซูลินจะกระตุ้นการทำงานของเซลล์ผิวหนัง ทำให้มีการสร้างเม็ดสีและการแบ่งตัวมากขึ้น
อย่างไรก็ดี อาการของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในระยะแรกมักแทบไม่แสดงอาการเลย อาการข้างต้นนี้มักจะแสดงออกเมื่อมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน จึงควรมีการตรวจสุขภาพอยู่เป็นประจำ หากปล่อยไว้จนเป็นขั้นรุนแรงอาจมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่เป็นอันตรายต่ออวัยวะสำคัญของร่างกาย เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตเรื้อรัง หรือ จอตาเสื่อม เป็นต้น
โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ป้องกันได้ไหม?
โรคเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถป้องกันได้ด้วยการปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต เช่น เลือกทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เน้นทานผัก ผลไม้ โปรตีน ลดอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 3 – 5 วันต่อสัปดาห์ วันละ 30 นาที เพิ่มกิจกรรมระหว่างวัน ไม่นั่งอยู่กับที่นาน การปรับพฤติกรรมดังกล่าวจะช่วยลดและควบคุมน้ำหนักได้ เพื่อลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2
อย่างไรก็ดี ควรมีการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้มีความเสี่ยง ควรตรวจคัดกรองทุก 1 – 3 ปี หรือตามคำแนะนำของแพทย์
โรคเบาหวานชนิดที่ 2 รักษาได้อย่างไร?
การรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถรักษาให้หายได้ โดยเน้นที่การปรับพฤติกรรมเช่นเดียวกับวิธีการป้องกัน ร่วมกับการรับยา เช่น ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ฉีดอินซูลิน เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน
นอกจากนี้ ต้องมีการตรวจติดตามการทำงานของอวัยวะที่อาจได้รับผลกระทบอย่างสม่ำเสมอ เช่น ตรวจความดันโลหิตและไขมันในเลือด ตรวจการทำงานของไต ตรวจตาและเท้า เป็นต้น

สรุป ความแตกต่างของโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และโรคเบาหวานชนิดที่ 2
โรคเบาหวานทั้งสองชนิดนี้ มักจะมีอาการที่คล้ายกัน แต่มีสาเหตุและการป้องกันต่างกัน โดยสรุปได้ตามตารางนี้
| โรคเบาหวานชนิดที่ 1 | โรคเบาหวานชนิดที่ 2 | |
| สาเหตุ | ภูมิคุ้มกันในร่างกายทำลายเซลล์เบตาในตับอ่อน ทำให้ตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ | การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม ไม่ออกกำลังกาย ทำให้มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ส่งผลให้มีภาวะดื้ออินซูลิน |
| อาการ | ปัสสาวะบ่อยผิดปกติกระหายน้ำและหิวบ่อยมากกว่าปกติน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ร่างกายอ่อนเพลียตาพร่ามัวอาจมีภาวะเลือดเป็นกรดด้วย | อาการเหมือนชนิดที่ 1 แต่มีอาการอื่นเพิ่มเติม ดังนี้แผลหายช้าและมีการติดเชื้อทางผิวหนังบ่อยมีอาการชาที่ปลายนิ้วมือและนิ้วเท้าผิวบริเวณข้อพับสีคล้ำขึ้น |
| การป้องกัน | ไม่สามารถป้องกันได้ | เลือกทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและออกกำลังกายเป็นหลัก |
| การรักษา | ฉีดอินซูลินและดูแลสุขภาพ | ปรับพฤติกรรม ร่วมกับการทานยาหรือฉีดอินซูลิน |
สรุปแล้ว โรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีโอกาสเป็นได้มากกว่าและในช่วงระยะแรกสังเกตอาการได้ค่อนข้างยาก หากใครยังมั่นใจว่าตนเองมีอาการเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรือไม่ สามารถเข้าไปทำแบบประเมินสุขภาพเบื้องต้นได้ที่ซูเปอร์แอปฯ Jolly by Sunday ผ่านฟีเจอร์ Digital Twin โดยมีการวิเคราะห์อ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ
สงสัยว่าตนเองกำลังเผชิญกับระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่หรือเปล่า? เข้าไปเช็กสัญญาณเตือนและอาการเสี่ยงของโรคเบาหวานเพิ่มเติม เพื่อประเมินตนเองในเบื้องต้นได้ที่ เช็กอาการเบาหวาน สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

