หน้าหลัก สาระรถยนต์ไฟฟ้า ‘ภาษีรถยนต์ไฟฟ้า’ ต่างจากภาษีรถยนต์ทั่วไปอย่างไร แพงกว่าจริงไหม?

‘ภาษีรถยนต์ไฟฟ้า’ ต่างจากภาษีรถยนต์ทั่วไปอย่างไร แพงกว่าจริงไหม?

car-tax-vs-ev-car-tax

นอกจากประกันรถยนต์แล้ว ค่าต่อภาษีรถยนต์เองก็เป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายประจำปีที่เจ้าของรถยนต์ต้องวางแผนให้รอบคอบ เพราะหากปล่อยให้รถยนต์ขาดจากการต่อภาษีเมื่อไร ไม่เพียงแต่จะเสี่ยงโดนระงับทะเบียนรถยนต์เท่านั้น แต่เจ้าของรถยนต์ยังเสี่ยงโดนคิดค่าปรับย้อนหลัง ซึ่งอาจเป็นจำนวนเงินที่สูงกว่าค่าต่อภาษีรถยนต์ประจำปีได้เลยทีเดียว

เห็นความสำคัญของภาษีรถยนต์แล้ว เชื่อว่าหลาย ๆ คนก็คงสงสัยถึงภาษีรถไฟฟ้า หรือ ภาษีรถ EV เช่นกัน สำหรับใครที่วางแผนซื้อรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ แต่ยังไม่ชัวร์ว่าภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจะมีความแตกต่างจากภาษีรถยนต์ทั่วไปอย่างไร จะมีการคำนวณภาษีรถยนต์เหมือนกันหรือไม่ หากสงสัยแบบเดียวกันอยู่ มาหาคำตอบในบทความนี้กัน!

คำนวณภาษีรถยนต์อย่างไร?

เข้าใจภาษีรถยนต์ก่อน

ก่อนที่จะดูวิธีคิดค่าภาษีรถยนต์ทั่วไปและรถยนต์ไฟฟ้า ในส่วนนี้ลองมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ภาษีรถยนต์คืออะไร มีความสำคัญแค่ไหน ตลอดจนข้อกฎหมายเบื้องต้นที่ควรรู้เกี่ยวกับภาษีรถยนต์ในส่วนนี้กัน

ภาษีรถยนต์คืออะไร?

ภาษีรถยนต์ คือ ค่าใช้จ่ายภาคบังคับที่เจ้าของรถยนต์ทุกคนจะต้องชำระเมื่อครบกำหนดเวลา ซึ่งหน่วยงานภาครัฐจะเป็นผู้นำภาษีรถยนต์เหล่านี้ไปดูแลรักษาและพัฒนาถนน รวมถึงระบบคมนาคมภายในประเทศทั้งหมด โดยรถยนต์ที่เสียภาษีรถยนต์เป็นที่เรียบร้อยจะได้รับป้ายกระดาษสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ มาติดที่หน้ากระจกนั่นเอง

ไม่จ่ายภาษีรถยนต์ ผิดกฎหมายหรือไม่?

ตามกฎหมายแล้ว หากเจ้าของรถยนต์ไม่ต่อภาษีรถยนต์เมื่อถึงเวลาที่กำหนด หรือชำระล่าช้า จะต้องได้รับโทษเป็นค่าปรับ โดยหากค้างชำระไม่เกิน 3 ปีจะต้องเสียค่าปรับ 1% ของค่าภาษีรถยนต์ที่ต้องชำระต่อเดือน จนกว่าจะถึงวันที่ชำระเรียบร้อย 

ในระหว่างนี้ เจ้าของรถยนต์จะไม่สามารถนำรถยนต์ไปทำธุรกรรมทางการเงินอย่างการขอสินเชื่อหรือเข้าไฟแนนซ์ได้ จนกว่าจะดำเนินการต่อภาษีรถยนต์ให้เรียบร้อย แต่ยังสามารถนำรถยนต์ไปซื้อขายได้ตามปกติ

แต่หากค้างชำระนานเกิน 3 ปี กรมการขนส่งทางบกจะส่งจดหมายแจ้งจอดให้กับเจ้าของรถยนต์ ส่งผลให้ป้ายทะเบียนรถยนต์ถูกยกเลิก ซึ่งเมื่อได้รับจดหมายแจ้งจอดแล้ว เจ้าของรถยนต์จะต้องไปทำบันทึกการระงับทะเบียนภายใน 30 วันที่เขตพื้นที่จดทะเบียนรถยนต์ด้วย มิเช่นนั้นอาจโดนค่าปรับเพิ่มได้

สำหรับเจ้าของรถยนต์ที่ไม่ได้ชำระภาษีรถยนต์มานานเกิน 3 ปี จะต้องดำเนินการขอป้ายทะเบียนใหม่ ชำระภาษีรถยนต์ที่ค้างอยู่ให้ครบ ตลอดจนซื้อพ.ร.บ.รถยนต์ใหม่ และต้องแจ้งของใช้รถยนต์ใหม่อีกครั้ง

ดังนั้น หากอยากเสียเวลากับการดำเนินการ หรือต้องรับความเสี่ยงที่จะได้รับโทษจากการไม่ต่อภาษีรถยนต์ อย่าลืมชำระภาษีรถยนต์ตามเวลาที่กำหนดด้วย โดยเจ้าของรถยนต์สามารถดำเนินการต่อภาษีก่อนกำหนดได้ไม่เกิน 90 วัน


ภาษีรถยนต์ต่างจาก พ.ร.บ.รถยนต์ อย่างไร?

หลาย ๆ คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่กำลังซื้อรถยนต์เป็นครั้งแรก มักเข้าใจว่า ‘ภาษีรถยนต์’ นั้นเป็นค่าใช้จ่ายก้อนเดียวกับ ‘พ.ร.บ.รถยนต์’ แต่ในความเป็นจริงแล้ว พ.ร.บ.รถยนต์ นั้นเป็นค่าใช้จ่ายคนละก้อนกับภาษีรถยนต์ ทั้งมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันด้วย

โดย ‘พ.ร.บ.รถยนต์’ คือ ประกันรถยนต์ภาคบังคับที่จะให้ความคุ้มครองความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดฝันบนท้องถนน ซึ่งผู้เอาประกันจะได้รับความคุ้มครองในรูปแบบของค่ารักษาพยาบาล หรือ เงินชดเชยตามเงื่อนไขที่กำหนด นอกจากนี้ ‘พ.ร.บ.รถยนต์’ ยังเป็นเอกสารสำคัญที่ใช้ประกอบการต่อภาษีรถยนต์ด้วย หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ เจ้าของรถยนต์จะต้องต่อพ.ร.บ.รถยนต์ก่อนที่จะต่อภาษีรถยนต์นั่นเอง

ตามกฎหมายแล้ว ‘พ.ร.บ.รถยนต์’ ถือเป็นประกันรถยนต์ภาคบังคับที่เจ้าของรถยนต์ทุกคนจะต้องทำและต่ออายุทุกปี หากเจ้าของรถยนต์ไม่ต่อพ.ร.บ.รถยนต์ จะต้องรับโทษถูกปรับเป็นจำนวนเงินไม่เกิน 10,000 บาท


เอกสารที่ต้องเตรียม และ วิธีต่อภาษีรถยนต์

เอกสารสำหรับต่อภาษีรถยนต์

  1. คู่มือจดทะเบียนรถยนต์ ฉบับจริง หรือ สำเนา
  2. พ.ร.บ. รถยนต์ ที่ยังไม่หมดอายุ
  3. ใบรับรองการตรวจสภาพรถยนต์ สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน หรือ รถยนต์ที่มีอายุเกิน 7 ปีขึ้นไป
  4. ใบรับรองการตรวจสภาพรถยนต์ กรณีที่มีการดัดแปลงสภาพรถยนต์ (ถ้ามี)

วิธีต่อภาษีรถยนต์

  1. ต่อประกันรถยนต์ภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ. รถยนต์ ให้เรียบร้อยก่อน
  2. นำรถยนต์ไปตรวจสภาพ ในกรณีที่รถยนต์อายุเกิน 7 ปี หรือในกรณีที่มีการดัดแปลงสภาพรถยนต์
  3. เตรียมเอกสารให้ครบ พร้อมนำไปยื่นและชำระเงินที่จุดบริการ เช่น สำนักงานขนส่ง กรมการขนส่งทางบก ที่ทำการไปรษณีย์ไทย หรือ จุดบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
วิธีคิดภาษีรถยนต์น้ำมัน

รถยนต์น้ำมันจ่ายภาษีเท่าไหร่?

วิธีคิดภาษีรถยนต์น้ำมันจะแตกต่างกันไปตามประเภทของรถยนต์ โดยจะสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลัก ซึ่งแต่ละประเภทจะมีการคำนวณภาษีรถยนต์ที่แตกต่างกัน ดังนี้

1. รถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง ป้ายขาว ตัวหนังสือสีดำ

ในกรณีเป็นรถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง จะมีการคำนวณภาษีรถยนต์แบบขั้นบันได ซึ่งจะเป็นไปตามรายละเอียด ดังนี้

กำลังเครื่องยนต์อัตราภาษีต่อกำลังเครื่องยนต์ภาษีแต่ละช่วงขั้นภาษีสะสมสูงสุด
600 ซีซีแรก0.50300300
ส่วนเกิน 600 – 1,800 ซีซี1.501,8002,100
ส่วนเกิน 1,800 ซีซี4.00ตามจำนวนซีซีตามจำนวนซีซี

วิธีคิดภาษีรถยนต์

ตัวอย่างเช่น หากรถยนต์มีกำลังเครื่องยนต์ 2,500 ซีซี เท่ากับว่า จะต้องคำนวณภาษีรถยนต์ตามขั้นบันได ดังนี้

  • 600 ซีซีแรก คิดเป็น 300 บาท
  • 1,800 ซีซีแรก คิดเป็น 1,800 บาท
  • ส่วนต่าง 2,500 – 1,800 = 700 ซีซี คิดเป็น 700 x 4 = 2,800 บาท
  • เท่ากับว่า เจ้าของรถยนต์จะต้องเสียภาษีทั้งหมด 300 + 1,800 + 2,800 = 4,900 บาท

สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ควรรู้!

หากใช้งานรถยนต์มีอายุมากกว่า 6 ปีขึ้นไป เจ้าของรถยนต์จะได้รับส่วนลดค่าภาษีเช่นกัน โดยจะแบ่งตามช่วงอายุรถยนต์ ดังนี้

  • รถยนต์อายุมากกว่า 6 ปี ได้รับส่วนลด 10%
  • รถยนต์อายุมากกว่า 7 ปี ได้รับส่วนลด 20%
  • รถยนต์อายุมากกว่า 8 ปี ได้รับส่วนลด 30%
  • รถยนต์อายุมากกว่า 9 ปี ได้รับส่วนลด 40%
  • รถยนต์อายุมากกว่า 10 ปีขึ้นไป ได้รับส่วนลด 50%

ตัวอย่างเช่น หากใช้งานรถยนต์มีกำลังเครื่องยนต์ 2,500 ซีซีคันเดียวกับตัวอย่างข้างต้นมานาน 6 ปี จากเดิมต้องเสียภาษีอยู่ที่ 4,900 บาท แต่หากใช้รถยนต์มาเกิน 6 ปีแล้วจะได้ส่วนลด 10% คิดเป็น 4,900 x 10% = 490 บาท ดังนั้น จะต้องเสียภาษีรถยนต์ทั้งหมด 4,900 – 490 = 4,410 บาท


2. รถยนต์ส่วนบุคคลเกิน 7 ที่นั่ง ป้ายขาว ตัวหนังสือสีน้ำเงิน

รถยนต์ส่วนบุคคลเกิน 7 ที่นั่งจะมีการคำนวณภาษีรถยนต์ตามน้ำหนักรถยนต์ และจะไม่มีส่วนลดภาษีรถยนต์เหมือนกับรถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง ซึ่งอัตราการเสียภาษีจะแตกต่างกันไป ดังนี้

น้ำหนักรถยนต์ค่าภาษี
0 – 500 กิโลกรัม300
501 – 750 กิโลกรัม450
751 – 1,000 กิโลกรัม600
1,001 – 1,250 กิโลกรัม750
1,251 – 1,500 กิโลกรัม900
1,501 – 1,750 กิโลกรัม1,050
1,751 – 2,000 กิโลกรัม1,350
2,001 – 2,500 กิโลกรัม1,650
2,501 – 3,000 กิโลกรัม1,950
3,001 – 3,500 กิโลกรัม2,250
3,501 – 4,000 กิโลกรัม2,550
4,001 – 4,500 กิโลกรัม2,850
4,501 – 5,000 กิโลกรัม3,150
5,001 – 6,000 กิโลกรัม3,450
6,001 – 7,000 กิโลกรัม3,750
7,000 กิโลกรัมขึ้นไป4,050

3. รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ป้ายขาว ตัวหนังสือสีเขีย

รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจะมีการคำนวณภาษีรถยนต์ตามน้ำหนักรถยนต์ และจะไม่มีส่วนลดภาษีรถยนต์เช่นกัน ซึ่งอัตราการเสียภาษีจะแตกต่างกันไป ดังนี้

น้ำหนักรถยนต์ค่าภาษี
0 – 500 กิโลกรัม300
501 – 750 กิโลกรัม450
751 – 1,000 กิโลกรัม600
1,001 – 1,250 กิโลกรัม750
1,251 – 1,500 กิโลกรัม900
1,501 – 1,750 กิโลกรัม1,050
1,751 – 2,000 กิโลกรัม1,350
2,001 – 2,500 กิโลกรัม1,650
2,501 – 3,000 กิโลกรัม1,950
3,001 – 3,500 กิโลกรัม2,250
3,501 – 4,000 กิโลกรัม2,550
4,001 – 4,500 กิโลกรัม2,850
4,501 – 5,000 กิโลกรัม3,150
5,001 – 6,000 กิโลกรัม3,450
6,001 – 7,000 กิโลกรัม3,750
7,000 กิโลกรัมขึ้นไป4,050

ภาษีรถยนต์ไฟฟ้าคิดอย่างไร?

รถยนต์ไฟฟ้าจ่ายภาษีเท่าไหร่?

ภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจะมีการคำนวณจากน้ำหนักของรถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก อย่างไรก็ดี สำหรับเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 ถึง 30 กันยายน 2568 นั้นจะรับสิทธิประโยชน์ในการลดค่าภาษีรถไฟฟ้าจากมาตรการลดค่าภาษีจากอัตราที่กฎหมายกำหนด 80% เป็นเวลา 1 ปี

1. รถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล ไม่เกิน 7 ที่นั่ง

น้ำหนักรถยนต์ไฟฟ้าภาษีรถยนต์ไฟฟ้า
ที่ได้รับส่วนลด
ภาษีรถยนต์ไฟฟ้า
หลังจบมาตรการลดภาษี 30 กันยายน 2568
0 – 500 กิโลกรัม30 บาท150 บาท
501 – 750 กิโลกรัม60 บาท300 บาท
751 – 1,000 กิโลกรัม90 บาท450 บาท
1,001 – 1,250 กิโลกรัม160 บาท800 บาท
1,251 – 1,500 กิโลกรัม200 บาท1,000 บาท
1,501 – 1,750 กิโลกรัม260 บาท1,300 บาท
1,751 – 2,000 กิโลกรัม330 บาท1,600 บาท
2,001 – 2,500 กิโลกรัม380 บาท1,900 บาท
2,501 – 3,000 กิโลกรัม440 บาท2,200 บาท
3,001 – 3,500 กิโลกรัม480 บาท2,400 บาท
3,501 – 4,000 กิโลกรัม520 บาท2,600 บาท
4,001 – 4,500 กิโลกรัม560 บาท2,800 บาท
4,501 – 5,000 กิโลกรัม600 บาท3,000 บาท
5,001 – 6,000 กิโลกรัม640 บาท3,200 บาท
6,001 – 7,000 กิโลกรัม680 บาท3,400 บาท
7,000 กิโลกรัมขึ้นไป720 บาท3,600 บาท

2. รถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล เกิน 7 ที่นั่ง

น้ำหนักรถยนต์ไฟฟ้าภาษีรถยนต์ไฟฟ้า
ที่ได้รับส่วนลด
ภาษีรถยนต์ไฟฟ้า
หลังจบมาตรการลดภาษี 30 กันยายน 2568
0 – 500 กิโลกรัม15 บาท75
501 – 750 กิโลกรัม30 บาท150
751 – 1,000 กิโลกรัม45 บาท225
1,001 – 1,250 กิโลกรัม80 บาท400
1,251 – 1,500 กิโลกรัม100500
1,501 – 1,750 กิโลกรัม130650
1,751 – 2,000 กิโลกรัม160800
2,001 – 2,500 กิโลกรัม190950
2,501 – 3,000 กิโลกรัม2201,100
3,001 – 3,500 กิโลกรัม2401,200
3,501 – 4,000 กิโลกรัม2601,300
4,001 – 4,500 กิโลกรัม2801,400
4,501 – 5,000 กิโลกรัม3001,500
5,001 – 6,000 กิโลกรัม3201,600
6,001 – 7,000 กิโลกรัม3401,700
7,000 กิโลกรัมขึ้นไป3601,800

เท่านี้ ผู้ที่สนใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าก็เข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างภาษีรถยนต์ไฟฟ้าและภาษีรถยนต์ทั่วไป ตลอดจนรู้จักการคำนวณภาษีรถยนต์แต่ละประเภทอย่างถูกต้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่นอกจากจะวางแผนการเงินสำหรับภาษีรถยนต์ หรือ ภาษีรถ EV แล้ว เจ้าของรถยนต์ยังต้องเตรียมวางแผนค่าใช้จ่ายสำหรับประกันรถยนต์ หรือ ประกันรถยนต์ไฟฟ้าด้วยเช่นกัน 

สำหรับใครที่กำลังวางแผนซื้อรถยนต์อยู่ แต่ไม่รู้ว่าควรเตรียมค่าประกันรถยนต์ไว้ที่เท่าไร ลองมาเช็กเบี้ยประกันกับ Sunday ก่อนได้ง่าย ๆ กรอกแค่ ‘ที่อยู่ปัจจุบัน’ และ ‘วันเดือนปีเกิดผู้ขับขี่’ พร้อมปรับความคุ้มครองได้ตามการใช้งานและเลือกรับส่วนลดได้มากถึง 4 จุด หากถูกใจกรมธรรม์ไหน กดเลือกซื้อต่อได้เองบนเว็บไซต์ทันที

ซื้อประกันรถ ev

Share this article
Shareable URL
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ต่อประกันรถ EV เจ้าไหน ก็ใช้ประวัติขับขี่คำนวณเบี้ยเหมือนกัน

ต่อประกันรถ EV เจ้าไหนก็เกณฑ์เดียวกัน ใช้ “ระดับพฤติกรรมการขับขี่” ร่วมคำนวณเบี้ยแล้ว! จากเกณฑ์ใหม่ประกันรถยนต์…

ราคารถไฟฟ้ามีแนวโน้มถูกลง ค่าประกันรถยนต์ไฟฟ้าจะถูกลงไหม?

รถ EV มีแนวโน้มถูกลง ค่าประกันรถยนต์ไฟฟ้าจะถูกลงด้วยไหม? นับตั้งแต่เริ่มมีการใช้งานอย่างแพร่หลาย จะเห็นได้ว่า…

เหตุผลที่เบี้ยประกันรถยนต์ไฟฟ้าแพงกว่ารถยนต์ทั่วไป

ทำไมเบี้ยประกันรถยนต์ไฟฟ้าถึงแพงกว่าประกันรถยนต์ทั่วไป? “ประกันรถยนต์ไฟฟ้าแพงไหม” เป็นอีกหนึ่งคำถามที่หลายๆ…
why-ev-car-insurance-premium-more-expensive
0
Share