หลายครั้งที่ความฝันเหมือนทำให้เราได้ปลดปล่อยจินตนาการ สำหรับบางคนแล้ว ความฝันอาจเป็นลางบอกเหตุ หรือ สำหรับบางคนก็อาจมีโชคจากความฝัน แต่ในขณะเดียวกัน ความฝันก็ทำให้เรารู้สึกว่านอนไม่พอ เหมือนหลับไม่สนิท หรือตื่นขึ้นมาแล้วยังเพลียอยู่ได้เหมือนกัน
แล้วการนอนหลับฝันเป็นเรื่องที่ดีไหม ส่งผลต่อคุณภาพการนอนอย่างไร หรือเป็นสัญญาณบอกเหตุถึงปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ มาค่อยๆ ทำความเข้าใจเรื่องนี้ในบทความนี้กัน
เลือกอ่านประเด็นที่สนใจ
การนอนหลับฝัน คืออะไร?

การนอนหลับฝัน คือ ช่วงหนึ่งของระดับการนอนหลับที่สมองมีการทำงานใกล้เคียงกับตอนตื่น จึงเกิดภาพ หรือ จินตนาการเรื่องราวต่างๆ
โดยปกติการนอนหลับฝันนั้นเกิดขึ้นทุกคืน แต่บางครั้งเราจำความฝันไม่ได้จึงคิดว่าไม่ได้ฝัน เป็นเพราะช่วงที่เรานอนหลับ สมองส่วนฮิปโปแคมปัสซึ่งเป็นส่วนที่ทำงานเกี่ยวกับระบบความจำยังทำงานได้ไม่เต็มที่ และฮอร์โมนด้านความจำอย่างฮอร์โมนนอร์เอพิเนฟรีนก็ลดต่ำลงเช่นกัน
ส่วนความฝันที่เราจำได้นั้น มักจะเกิดขึ้นในช่วงใกล้ตื่นซึ่งเป็นช่วงที่สมองเริ่มกลับมาทำงานปกติ หรือ บางครั้งสมองมักจะเลือกจำความฝันที่น่าตื่นเต้น เพราะความฝันนั้นไปกระตุ้นสมองส่วนหน้าด้านข้าง หรือ Dorsolateral prefrontal cortex (DLPFC) ที่ทำหน้าที่จดจำข้อมูลระยะสั้น เมื่อตื่นขึ้นมาเราจึงจำความฝันนั้นได้แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่นานก็อาจหลงลืมไปเอง
ระดับการนอนหลับ (Sleep Stage)
การนอนหลับในแต่ละคืนมักจะรู้สึกไม่เหมือนกัน บางคืนรู้สึกนอนเต็มอิ่ม ในขณะบางคืนกลับรู้สึกว่านอนไม่พอ โดยสาเหตุของเรื่องนี้อาจเป็นเพราะเรานอนหลับในระดับที่ต่างกัน โดยระดับการนอนสามารถแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก ดังนี้
- ช่วงหลับธรรมดา (Non-REM Sleep)
ช่วงหลับธรรมดา (Non-REM Sleep) จะนับตั้งแต่ช่วงที่ร่างกายเริ่มผ่อนคลายไปจนถึงเข้าสู่การนอนหลับอย่างสมบูรณ์ โดยสามารถแบ่งย่อยเป็น 3 ระยะได้ตามนี้
- ระยะเริ่มหลับ (Non-REM 1: N1) เป็นช่วงแรกของการเข้าสู่ภาวะการนอน ร่างกายจะเริ่มปรับคลื่นในสมอง ลดการตอบสนองและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ในระยะนี้อาจมีอาการสะดุ้ง คล้ายตกจากที่สูง ซึ่งเป็นอาการหดตัวของกล้ามเนื้ออย่างกะทันหัน มักจะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายเปลี่ยนจากช่วงตื่นเป็นช่วงนอนหลับ
- ระยะหลับตื้น (Non-REM 2: N2) เป็นช่วงที่ร่างกายหลับลึกขึ้น โดยระยะนี้เป็นช่วงเวลาที่นานที่สุดของการนอนหลับ คิดเป็น 45 – 50% ของการนอนทั้งหมด อัตราการเต้นของหัวใจและอุณหภูมิร่างกายจะลดลง
- ระยะหลับลึก (Non-REM 3: N3) เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายหลับลึกที่สุด ร่างกายจะใช้เวลาช่วงนี้ในการฟื้นฟูและซ่อมแซมอวัยวะต่างๆ รวมถึงกล้ามเนื้อและกระดูก เพราะเป็นช่วงที่มีโกรทฮอร์โมน (Growth hormone) หลั่งมากที่สุด
- ช่วงหลับฝัน (REM Sleep)
ช่วงหลับฝัน (REM Sleep) เป็นช่วงที่ร่างกายนอนหลับ แต่สมองกลับทำงานคล้ายตอนตื่น จึงทำให้เกิดภาพความฝันในช่วงนี้ การนอนหลับในช่วงนี้สมองจะถูกกระตุ้นแต่กล้ามเนื้ออยู่ในภาวะอ่อนแรงชั่วคราว คล้ายกับอาการอัมพาต เพื่อไม่ให้ร่างกายขยับตามความฝัน มีเพียงกล้ามเนื้อตา หัวใจและระบบประสาทอัตโนมัติที่สามารถทำงานได้ปกติ จึงอาจสังเกตเห็นว่ามีการกลอกลูกตาไปมาตามความฝันได้
การทำงานของสมองในช่วงหลับฝันเป็นช่วงที่สมองกำลังเสริมสร้างความทรงจำระยะยาว ซึ่งสำคัญต่อการเรียนรู้และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ช่วงหลับฝันจึงมีความสำคัญต่อการนอนอย่างมีคุณภาพเช่นกัน
วงจรการนอนหลับ (Sleep Cycle)
วงจรการนอนหลับ คือ การนอนหลับผ่านระดับการนอนต่างๆ เพื่อให้ทั้งร่างกายและสมองได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่ วงจรการนอนหลับเป็นตัวแปรสำคัญที่สามารถบ่งบอกคุณภาพของการนอนได้ การนอนที่มีคุณภาพควรมีวงจรการนอนหลับครบทุกระดับการนอน
โดยวงจรการนอนหลับจะเริ่มจากช่วงหลับธรรมดาที่ระยะเริ่มหลับ (N1) ระยะหลับตื้น (N2) ระยะหลับลึก (N3) ตามลำดับ แล้วค่อยกลับไปสู่ระยะหลับตื้น (N2) แล้วเข้าสู่ช่วงหลับฝัน (REM Sleep) แล้วจึงวนเข้าสู่ช่วงหลับธรรมดาอีกครั้ง ปกติแล้ววงจรการนอนหลับหนึ่งรอบจะใช้เวลาประมาณ 90 – 120 นาที และวนต่อเนื่องตลอดทั้งคืน
ปัจจัยที่ทำให้นอนหลับฝัน

ร่างกายอาจเพิ่มช่วงหลับฝันให้มีความยาวนานและถี่มากกว่าปกติได้ หรือที่เรียกว่าภาวะ REM Rebound เป็นกลไกที่ร่างกายปรับความสมดุลหลังจากที่อดนอน หรือ ขาดการนอนช่วงหลับฝันไป ซึ่งภาวะนี้เกิดจากหลายปัจจัย ดังนี้
- การอดนอนบ่อย เมื่อร่างกายอดนอนบ่อย หรือ อดนอนเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้การนอนช่วงหลับฝันน้อยลง สมองจะพยายามหาทางชดเชยช่วงที่เสียไป เมื่อร่างกายนอนหลับจึงมีการเร่งเข้าสู่ช่วงหลับฝันบ่อยและยาวมากขึ้น
- การดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์มีฤทธิ์กล่อมประสาทจึงช่วยให้เคลิ้มหลับได้ง่าย ในช่วงแรกแอลกอฮอล์จะทำให้ร่างกายเข้าสู่ช่วงหลับลึกอย่างรวดเร็วและกดช่วงหลับฝันไว้ แต่เมื่อร่างกายกำจัดแอลกอฮอล์ลดลงแล้วร่างกายจะชดเชยโดยเพิ่มช่วงหลับฝันมากขึ้นผิดปกติในช่วงหลังของการนอน
- ความเครียด ความเครียดจะกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) มากขึ้น เมื่อมีความเครียดสะสมทำให้การนอนถูกรบกวนและไม่ได้คุณภาพ สมองจึงพยายามเข้าสู่ช่วงหลับฝันเพื่อปรับปรับสมดุลด้านอารมณ์
- ยาบางชนิด ยาบางชนิดส่งผลกระทบกับการนอนได้ เช่น ยาต้านเศร้า ยาลดความดันบางชนิด อาจทำให้ช่วงหลับฝันถูกกระตุ้น สมองตื่นตัว ผู้ป่วยจึงมีช่วงหลับฝันมากขึ้นได้
ฝันบ่อยส่งผลต่อคุณภาพการนอนอย่างไร?
หากมีช่วงหลับฝันที่ปกติ หรือประมาณ 25% ของการนอนทั้งหมด หรือ ประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง จะเป็นผลดีเนื่องจากเป็นช่วงที่สมองมีการประมวลผลและเชื่อมโยงข้อมูลที่ได้รับมาระหว่างวัน เพื่อจัดเก็บเป็นความทรงจำระยะยาว จึงช่วยพัฒนาการเรียนรู้ ความจำและจัดการอารมณ์ ซึ่งทำให้เรามีความพร้อมในการเริ่มวันใหม่
แต่ถ้ามีช่วงหลับฝันที่ยาวนานและถี่ผิดปกติ ส่งผลให้ร่างกายเข้าสู่ช่วงหลับลึกได้น้อยลง ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายผ่อนคลายและได้รับการซ่อมแซม จึงทำให้คุณภาพการนอนลดลงได้ อีกทั้งช่วงหลับฝันอาจทำให้ตื่นระหว่างการนอน บางคนอาจนอนต่อยากจึงทำให้ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ
รู้เท่าทันคุณภาพการนอน ก่อนเชื่อคะแนนการนอนหลับจาก Smart Watch
จะเห็นได้ว่า การนอนหลับฝันเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกับคุณภาพการนอนหลับ รวมถึงการใช้ชีวิตตลอดทั้งวัน และเพื่อให้เท่าทันกับปัญหาคุณภาพการนอนหลับในส่วนนี้ หลายๆ คนจึงเลือกใช้นาฬิกาอัจฉริยะ หรือ Smart Watch ในการติดตามคุณภาพการนอนหลับ ซึ่งวัดจากอัตราการเต้นหัวใจและการเคลื่อนไหวของร่างกาย แสดงออกมาเป็นผลการนอนหลับในระดับต่างๆ และระยะเวลาการนอน
อย่างไรก็ดี นาฬิกาอัจฉริยะสามารถเช็กคุณภาพการนอนหลับได้เพียงเบื้องต้นเท่านั้น เนื่องจากวิธีที่วัดการนอนหลับที่แม่นยำที่สุดในปัจจุบัน คือ การวัดผ่านติดเซ็นเซอร์วัดคลื่นสมองและสัญญาณชีวภาพอื่นๆ
ด้วยเหตุนี้ แม้นาฬิกาจะวัดคุณภาพการนอนออกมาได้ดี แต่หากตื่นมาแล้วยังรู้สึกเพลีย ไม่แน่ว่าการพักผ่อนในคืนที่ผ่านมาอาจมีความผิดปกติเกิดขึ้น จึงควรสังเกตอาการอื่นๆ ระหว่างการนอนหลับควบคู่กันไป เช่น มีการสะดุ้งตื่นกลางดึก นอนละเมอ หรือ หลับแล้วแต่ยังรู้สึกตัวอยู่ตลอดทั้งคืน
นอกจากนี้ หากมีอาการผิดปกติ เช่น ตื่นมาแล้วคอแห้งเนื่องจากนอนกรนเสียงดัง มีอาการเวียนหัวจากความเสี่ยงภาวะหยุดหายใจ หรือ ง่วงนอนมากในตอนกลางวัน อาจมีความเสี่ยงในการเป็นโรคเกี่ยวกับการนอนได้ โดยหากมีอาการต่างๆ เหล่านี้ร่วมกับความรู้สึกเพลียในช่วงตอนตื่นนอน แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง
ที่สำคัญ หากตื่นนอนมาแล้วสดชื่น แต่ค่าการนอนหลับในนาฬิกากลับให้คะแนนที่ไม่ถึงเกณฑ์ ก็ไม่ควรกังวลมากเกินไป เนื่องจากความกังวลในส่วนนี้อาจพัฒนากลายเป็นภาวะ Orthosomnia หรือ ภาวะวิตกกังวลเกี่ยวกับการควบคุมการนอนให้สมบูรณ์แบบ หรือที่หลายๆ คนรู้จักในชื่อของสภาวะ “นอนเก็บแต้ม” ซึ่งหากปล่อยให้ความกังวลในส่วนนี้ครอบงำ อาจทำให้คุณภาพการนอนที่เกิดขึ้นจริงสวนทางกับคะแนนในนาฬิกาอัจฉริยะก็เป็นได้
ด้วยเหตุนี้ นอกจากจะสวมใส่นาฬิกาเพื่อวัดค่าการนอนหลับเพื่อเท่าทันต่อปัญหาสุขภาพเบื้องต้นแล้ว อย่าลืมประเมินการนอนของตนเอง จากความรู้สึกหลังตื่นนอนและการใช้ชีวิตระหว่างวันควบคู่กันไปด้วย
ทำไมฝันบ่อยแล้วรู้สึกว่านอนไม่พอ?

ช่วงหลับฝัน คิดเป็นประมาณ 25% ของการนอนทั้งหมด ซึ่งโดยปกติแล้ว เราจะมีช่วงหลับฝันทุกคืน แต่จะจำความฝันได้ก็ต่อเมื่อมีการตื่นในช่วงหลับฝัน
สำหรับบางคนอาจมีช่วงหลับฝันยาวนาน หรือ บ่อยกว่าปกติ ทำให้มีช่วงหลับลึกน้อยลง ร่างกายจึงรู้สึกว่าพักผ่อนไม่เพียงพอ ตื่นนอนแล้วรู้สึกเพลีย
นอกจากนี้ หากมีความฝันที่สมองรับรู้ได้อย่างชัดเจน (Vivid dream) ซึ่งเป็นความฝันที่มีภาพชัดมาก มีความเสมือนจริง โลดโผนและน่าตื่นเต้น ความฝันในลักษณะนี้อาจทำให้ร่างกายเหนื่อยจากการหายใจและอัตราการเต้นหัวใจที่เร็วขึ้น อีกทั้งยังสามารถเชื่อมโยงกับโรคลมหลับได้
โดยโรคลมหลับ (Narcolepsy) เป็นโรคที่เกิดจากสารสื่อประสาทในสมองผิดปกติ มักจะมีอาการง่วงนอนมากผิดปกติในตอนกลางวันและเผลอหลับง่ายโดยฉับพลัน ฝันบ่อยและง่ายกว่าปกติ แม้กระทั่งตอนงีบหลับในระยะเวลาสั้นๆ โดยโรคนี้สามารถพบได้ในช่วงวัยรุ่นจนถึงวัยทำงาน อาจเป็นอันตรายต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะอาจเผลอหลับในสถานการณ์ที่ไม่ควรหลับได้ เช่น ขณะขับรถ ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ จึงต้องมีการรักษาอย่างถูกต้อง
ฝันแล้วเหนื่อย ควรตรวจการนอนหลับ (Sleeping test) ไหม?
การตรวจการนอนหลับ (Sleeping test) เป็นการตรวจวิเคราะห์การทำงานของร่างกายขณะนอนหลับ เช่น คลื่นสมอง ระดับความลึกในการนอนหลับ ระดับออกซิเจนในเลือด การหายใจ การทำงานของกล้ามเนื้อ เป็นต้น เพื่อหาสาเหตุของการนอนที่ผิดปกติและความเสี่ยงในการเป็นโรคต่างๆ
การตรวจการนอนหลับมีความสำคัญสำหรับผู้ที่มีภาวะเสี่ยง เช่น นอนกรนดังผิดปกติ หายใจหอบเหนื่อยตอนนอน สะดุ้งตื่นกลางดึกบ่อยผิดปกติ รู้สึกง่วงนอนมากในช่วงกลางวันแม้นอนพักผ่อนเพียงพอ นอนละเมอขยับร่างกาย เป็นต้น เพราะอาการเหล่านี้อาจนำไปสู่โรคเกี่ยวกับการนอน อย่างโรคหยุดหายใจขณะหลับได้ จึงควรเข้ารับการตรวจเพื่อวิเคราะห์และรักษาตามขั้นตอน
สำหรับการนอนหลับฝันแล้วตื่นมารู้สึกเหนื่อย หรือ รู้สึกหลับไม่สนิท อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ภาวะโรคลมหลับ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ภาวะเครียดและวิตกกังวล ส่งผลให้คุณภาพการนอนแย่ลง หรือ บางคนอาจมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย เช่น กรนดังผิดปกติ หายใจผิดจังหวะ ละเมอขยับร่างกายตามความฝัน เป็นต้น ซึ่งการตรวจการนอนหลับสามารถช่วยประเมินความผิดปกตินี้ได้ จากการดูวงจรการนอนหลับ วิเคราะห์การทำงานของร่างกายในเชิงลึกและอาการที่ผิดปกติอื่นๆ ขณะนอนหลับ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและวางแผนการรักษาที่ตรงจุด
รู้หรือเปล่า? ตรวจการนอนหลับสามารถใช้สิทธิประกันสังคมได้

ในปัจจุบันนี้ ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และ 39 สามารถใช้สิทธิประกันสังคมตรวจการนอนหลับได้ ในกรณีการตรวจโรคหยุดหายใจขณะหลับ โดยมีการลงความเห็นจากแพทย์ว่ามีความจำเป็นในการตรวจวินิจฉัยโรค
สำนักงานประกันสังคมได้กำหนดอัตราสำหรับการเบิกจ่ายค่าตรวจการนอนหลับไว้ ดังนี้
- ค่าตรวจการนอนหลับชนิดที่ 1 การตรวจที่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามผลขณะนอนหลับตลอดทั้งคืน สามารถเบิกจ่ายได้ตามจริง ไม่เกิน 7,000 บาท
- ค่าตรวจการนอนหลับชนิดที่ 2 การตรวจที่ไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามผล สามารถเบิกจ่ายได้ตามจริง ไม่เกิน 6,000 บาท
ทั้งนี้ ควรมีการตรวจสอบและเช็กโรงพยาบาลตามสิทธิก่อนเข้ารับการรักษา หากเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลอื่น ต้องเป็นสถานพยาบาลที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนของสำนักงานประกันสังคม โดยสามารถสอบถามได้ที่สำนักงานประกันสังคม หรือ โทร 1506
สรุปแล้วการนอนแล้วฝันไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่ยังช่วยพัฒนาสมองในด้านต่างๆ ทั้งด้านความจำ การเรียนรู้และการจัดการอารมณ์ แต่การนอนที่มีคุณภาพนั้นควรเป็นไปตามวงจรการนอนหลับ ไม่มีช่วงไหนมากเกินไป หรือ น้อยเกินไป และควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอครบ 7 – 8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ทั้งร่างกายและสมองฟื้นฟูอย่างเต็มที่ พร้อมรับมือกับวันใหม่
