รถยนต์เป็นสิ่งที่มีคุณค่า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า รถยนต์ก็มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นค่าดูแลรักษาตลอดทั้งปี ค่าน้ำมัน หรือ ค่าชาร์จไฟฟ้า ค่าภาษี รวมไปถึงค่าพ.ร.บ.รถยนต์ที่เราต้องจ่ายเป็นประจำทุกปี
แต่นอกจากค่าใช้จ่ายเหล่านี้แล้ว ยังมีค่า “ประกันรถยนต์” ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนที่มีรถ เพื่อช่วยจัดการความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
อย่างไรก็ดี ประกันรถยนต์นั้นมีด้วยกันหลายประเภท ดังนั้น ก่อนจะซื้อประกันจึงควรต้องศึกษาให้ดี เพื่อให้ได้ประกันรถยนต์ที่เหมาะสมมากที่สุด หากใครยังรู้สึกสับสน ไม่เคยซื้อประกันรถยนต์มาก่อน ลองมาทำความเข้าใจเรื่องที่ต้องรู้ก่อนซื้อประกันรถยนต์ได้ง่ายๆ ในบทความนี้กัน
เลือกอ่านประเด็นที่สนใจ
ประกันรถยนต์แต่ละชั้น ต่างกันอย่างไร?
ประกันรถยนต์ในปัจจุบันแบ่งตามความคุ้มครองที่แตกต่างกัน โดยหลักๆ แล้วประกันรถยนต์มี 5 ประเภท ดังนี้
- ประกันรถยนต์ชั้น 1
ประกันรถยนต์ชั้น 1 เป็นประกันรถยนต์ที่ให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมมากที่สุด เหมาะสำหรับรถยนต์คันใหม่ หรือ รถยนต์ที่อายุไม่เกิน 10 ปี รวมไปถึงผู้ขับขี่มือใหม่ที่ต้องการความคุ้มครองสูงสุด
ประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครอง:
- ความเสียหายของรถคุณ ทั้งมีคู่กรณีและไม่มีคู่กรณี เช่น ชนเสา ขูดฟุตบาท
- ความเสียหายของรถคู่กรณี เมื่อคุณเป็นฝ่ายผิด
- ผู้ขับขี่ บุคคลภายในรถและบุคคลภายนอก ได้รับความคุ้มครองทั้งชีวิต ทรัพย์สินที่เสียหาย ค่ารักษาพยาบาลและค่าประกันตัว
- ความเสียหายจากกรณีอื่นๆ เช่น รถถูกโจรกรรม ไฟไหม้ ภัยพิบัติธรรมชาติ
- ประกันรถยนต์ชั้น 2+
ประกันรถยนต์ชั้น 2+ มีความคุ้มครองคล้ายกับประกันชั้น 1 โดยจะต่างกันเพียงเล็กน้อย ในส่วนของการคุ้มครองความเสียหายของรถคุณ เฉพาะแบบมีคู่กรณี จึงเหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มมีประสบการณ์ในการขับขี่แล้ว ใช้รถยนต์เป็นประจำ แต่อายุรถยังไม่เกิน 10 ปี
ประกันรถยนต์ชั้น 2+ คุ้มครอง:
- ความเสียหายของรถคุณเฉพาะแบบมีคู่กรณี และต้องระบุคู่กรณีได้เท่านั้น
- ความเสียหายของรถคู่กรณี กรณีที่คุณเป็นฝ่ายผิด
- คุ้มครองชีวิตของผู้ขับขี่ บุคคลภายในรถและบุคคลภายนอก ค่ารักษาพยาบาล ค่าประกันตัว รวมถึงทรัพย์สินที่เสียหาย
- รถที่เสียหายจากการถูกโจรกรรม ไฟไหม้ และภัยพิบัติธรรมชาติ
- ประกันรถยนต์ชั้น 2
ประกันรถยนต์ชั้น 2 เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการขับขี่ อายุรถเริ่มมากกว่า 10 ปี เบี้ยประกันประหยัดกว่าชั้น 2+
ประกันรถยนต์ชั้น 2 คุ้มครอง:
- ความเสียหายของรถคู่กรณี เมื่อคุณเป็นฝ่ายผิด
- คุ้มครองทั้งชีวิต ทรัพย์สินที่เสียหาย ค่ารักษาพยาบาลของผู้ขับขี่ บุคคลภายในรถและบุคคลภายนอก รวมถึงค่าประกันตัว
- รถเสียหายจากการถูกโจรกรรม ไฟไหม้ และภัยพิบัติธรรมชาติก็ได้รับความคุ้มครองเช่นกัน
- ประกันรถยนต์ชั้น 3+
ประกันรถยนต์ชั้น 3+ เหมาะสำหรับผู้ที่มีรถยนต์อายุมากกว่า 10 ปีขึ้นไป มีความเชี่ยวชาญในการขับขี่ ต้องการความคุ้มครองเท่าที่จำเป็นพร้อมเบี้ยที่ถูกลง
ประกันรถยนต์ชั้น 3+ คุ้มครอง:
- ความเสียหายของรถคุณเฉพาะแบบมีคู่กรณี และต้องระบุคู่กรณีได้เท่านั้น
- ความเสียหายของรถคู่กรณี กรณีที่คุณเป็นฝ่ายผิด
- ให้ความคุ้มครองทั้งชีวิตของผู้ขับขี่ บุคคลภายในรถและบุคคลภายนอก ค่ารักษาพยาบาล ค่าประกันตัวและทรัพย์สินที่เสียหาย
- ประกันรถยนต์ชั้น 3
ประกันรถยนต์ชั้น 3 เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการขับขี่สูง หรือ ผู้ที่ไม่ได้ใช้รถเป็นประจำและต้องการความคุ้มครองเท่าที่จำเป็น
ประกันรถยนต์ชั้น 3 คุ้มครอง:
- ความเสียหายของรถคู่กรณีเท่านั้น
- ผู้ขับขี่ บุคคลภายในรถและบุคคลภายนอก ได้รับความคุ้มครองทั้งชีวิต ทรัพย์สินที่เสียหาย ค่ารักษาพยาบาลและค่าประกันตัว
สรุป ข้อแตกต่างของประกันรถยนต์แต่ละประเภท
หากยังไม่มั่นใจว่าประกันแต่ละชั้นคุ้มครองอะไรบ้าง ลองดูตารางสรุปด้านล่างที่จะช่วยให้คุณเปรียบเทียบกันได้ง่ายขึ้น โดยแบ่งเป็น 3 ส่วนหลักสำคัญ เพื่อให้สามารถดูตามความคุ้มครองที่ต้องการให้ความสำคัญได้ดังนี้
| ความคุ้มครอง | 1 | 2+ | 2 | 3+ | 3 |
| รถผู้ทำประกัน | |||||
| ความเสียหายของรถ ไม่มีคู่กรณี | ✅ | ||||
| ความเสียหายของรถ มีคู่กรณี | ✅ | ✅ | ✅ | ||
| รถถูกโจรกรรม ไฟไหม้ เสียหายจากภัยพิบัติธรรมชาติ | ✅ | ✅ | ✅ | ||
| ผู้ขับขี่และบุคคลภายในรถ | |||||
| คุ้มครองชีวิตและค่ารักษาพยาบาล | ✅ | ✅ | ✅ | ✅ | ✅ |
| คุ้มครองทรัพย์สินที่เสียหาย | ✅ | ✅ | ✅ | ✅ | ✅ |
| ค่าประกันตัวผู้ขับขี่ | ✅ | ✅ | ✅ | ✅ | ✅ |
| คู่กรณี | |||||
| ความเสียหายของรถ | ✅ | ✅ | ✅ | ✅ | ✅ |
| คุ้มครองชีวิต ค่ารักษาพยาบาล | ✅ | ✅ | ✅ | ✅ | ✅ |
| คุ้มครองทรัพย์สินที่เสียหาย | ✅ | ✅ | ✅ | ✅ | ✅ |
ข้อควรระวัง! สิ่งที่ประกันรถยนต์ไม่คุ้มครอง
ประกันรถยนต์ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุเป็นหลัก แต่ยังมีข้อยกเว้นที่ประกันไม่ได้คุ้มครอง คือ ความเสียหายจากการเมาแล้วขับ และการใช้รถยนต์ในกิจกรรมที่ผิดกฎหมายทุกประการ
นอกจากนี้ บริษัทประกันรถยนต์อาจไม่ให้ความคุ้มครองในกรณีที่ดัดแปลงรถยนต์ที่เกินกฎหมายกำหนด อย่างการเปลี่ยนแปลงส่วนสำคัญที่ทำให้รถผิดไปจากรายการที่จดทะเบียนไว้ โดยไม่ได้แจ้งต่อนายทะเบียนและบริษัทประกัน หรือดัดแปลงในลักษณะที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น
โดยการดัดแปลงรถยนต์ที่ไม่ได้รับความคุ้มครองแบ่งเป็น 7 กรณี ดังนี้
- การติดตั้งท่อไอเสียที่มีเสียงดังเกิน 100 เดซิเบล
- การดัดแปลงเครื่องยนต์เพื่อให้แรงขึ้น หรือ “ดัดแปลงสภาพรถ” เพื่อให้วัตถุประสงค์การใช้งานเปลี่ยนไป อาจเสี่ยงโดนยกเลิกกรมธรรม์ได้
- การดัดแปลงสีไฟที่ผิดปกติ เช่น ไฟเบรกไม่ใช่สีแดง ไฟเลี้ยวไม่ใช่สีส้ม เป็นต้น
- การโหลดรถต่ำกว่า 40 เซนติเมตร หรือ สูงเกินกว่า 135 เซนติเมตร
- การแปลงแผ่นป้ายทะเบียนใหม่ที่ไม่ใช่อันเดิมที่กรมขนส่งออกให้
- การเปลี่ยนสีรถ หรือ เปลี่ยนสีตัวถังรถยนต์ โดยไม่ได้แจ้งกรมขนส่งทางบก
- การใส่ยางรถยนต์แล้วยางล้นเกินออกมานอกบังโคลน หรือ ใส่ล้อใหญ่จนรถยนต์คันอื่นต้องเบี่ยงรถออกจากเลนถนน
อย่างไรก็ดี หากรถของคุณมีการดัดแปลงมาแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าบริษัทประกันยังให้ความคุ้มครองในส่วนไหนบ้าง สามารถติดต่อสอบถามไปยังบริษัทประกันรถยนต์ที่สนใจ เพื่อรับทราบเงื่อนไขเพิ่มเติมได้
รูปแบบการซ่อม รถคุณเหมาะกับแบบไหน?
นอกจากการเลือกประเภทของประกันรถยนต์แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณาให้ดี คือ รูปแบบของการซ่อม
โดยแบ่งเป็น 2 แบบ คือ “ซ่อมศูนย์” และ “ซ่อมอู่”
ประกันรถยนต์แบบซ่อมศูนย์ หรือ ซ่อมห้าง คือ การนำรถยนต์เข้าไปซ่อมที่ศูนย์บริการตัวแทนจำหน่ายของรถยี่ห้อนั้นๆ
ส่วนประกันรถยนต์แบบซ่อมอู่ คือ การนำรถยนต์ไปเข้าอู่ซ่อมรถทั่วไป โดยบริษัทประกันแต่ละแห่งจะมีอู่ซ่อมรถในเครือที่ผ่านการพิจารณาและมีการควบคุมมาตรฐาน เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการใช้บริการ
สำหรับคนที่ยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกแบบไหนดี สามารถใช้ปัจจัยเหล่านี้ประกอบการตัดสินใจได้
- อายุของรถยนต์และระยะประกันรถ
หากรถของคุณเป็นรถใหม่ เพิ่งออกได้ไม่นาน หรือ มีอายุไม่เกิน 5 ปี มักเหมาะกับแผนซ่อมศูนย์ เพราะช่วยรักษาสภาพรถด้วยการซ่อมและใช้อะไหล่ตามมาตรฐานของผู้ผลิต รวมถึงช่วยเพิ่มความสบายใจในการรักษาสิทธิ์ระยะประกันรถ เนื่องจากหากมีการนำรถไปซ่อมอู่แล้วเกิดปัญหาภายหลัง ศูนย์อาจปฏิเสธการรับประกันชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องได้
อย่างไรก็ดี หากรถที่มีอายุเกิน 5 ปีขึ้นไป ไม่ได้อยู่ในระยะประกันรถแล้ว อาจเลือกแผนซ่อมอู่ในเครือที่มีมาตรฐาน เพื่อประหยัดค่าเบี้ยได้
- ความซับซ้อนของเทคโนโลยีรถ
รถรุ่นใหม่ๆ อาจมีการใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น เซนเซอร์รอบคัน ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าหรือไฮบริด และระบบความปลอดภัย ADAS ซึ่งการซ่อมรถยนต์ลักษณะนี้ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะและมีการตั้งค่าระบบภายหลังการซ่อม
หากเลือกแผนซ่อมศูนย์อาจมั่นใจว่ามีการซ่อมโดยผู้เชี่ยวชาญได้มากกว่า แต่ถ้าเลือกแผนซ่อมอู่ ควรศึกษาให้ดีว่าอู่ในเครือรองรับการซ่อมของรถรุ่นที่ใช้อยู่หรือไม่
- การวางแผนขายรถต่อ
หากตั้งใจหรือมีแผนการขายรถในอนาคต ควรให้ความสำคัญกับประวัติการดูแลรถ การเลือกแผนซ่อมศูนย์อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่ซื้อต่อได้
- งบประมาณค่าเบี้ยประกัน
ประกันรถยนต์แผนซ่อมศูนย์มักมีค่าเบี้ยที่แพงกว่าซ่อมอู่ หากต้องการประหยัดค่าเบี้ยประกัน แผนซ่อมอู่อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะกว่า
- ความสะดวกในการเข้ารับบริการ
หากยังไม่มั่นใจว่าจะเลือกประกันรถยนต์แบบซ่อมศูนย์ หรือ ซ่อมอู่ดี สามารถพิจารณาจากความสะดวกในการเข้ารับบริการของอู่ หรือ ศูนย์ในเครือของบริษัทประกันภัยได้เช่นกัน
เช่น พิจารณาเลือกประกันรถยนต์ที่มีอู่ไว้ใจได้ หรือ ศูนย์ซ่อมรถยนต์ที่ได้มาตรฐาน ที่เดินทางสะดวก ใกล้บ้าน หรือ ใกล้ที่ทำงาน เพื่อให้ติดตามและตรวจสอบการทำงานของอู่ได้อย่างสะดวก
ประกันรถยนต์ซันเดย์ มาพร้อมกับศูนย์และอู่ซ่อมรถยนต์ในเครือทั่วประเทศ มั่นใจได้ในคุณภาพการซ่อมและความสะดวกในการรับบริการ โดยคุณสามารถค้นหาอู่และศูนย์ซ่อมคู่สัญญาใกล้คุณได้ที่ Sundayinsurance.co.th
ซื้อประกันรถยนต์ให้ถูกสเปก ต้องดูอะไรบ้าง?

จากที่เราได้ทำความเข้าใจความแตกต่างของประกันแต่ละประเภท รวมถึงรูปแบบการซ่อมแล้ว ถ้ายังไม่รู้จะเลือกประกันรถยนต์แบบไหนดี ลองเริ่มจากเช็ก 5 ปัจจัยนี้
- รถยนต์ของคุณ
สำหรับรถใหม่ หรือ รถที่มีมูลค่าสูง การเลือกประกันชั้น 1 อาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เนื่องจากได้รับความคุ้มครองที่ครอบคลุม
หากรถยนต์ของคุณมีอายุมากเกิน 10 ปี หรือ คุณมีความเชี่ยวชาญในการขับขี่ การเลือกประกันรถยนต์ชั้น 2 หรือ 3+ อาจเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์กว่า เนื่องจากได้ความคุ้มครองที่จำเป็นในราคาเบี้ยที่เหมาะสม
- ประวัติการขับขี่
หากคุณเป็นผู้ขับขี่มือใหม่ ประกันชั้น 1 จะสามารถเพิ่มความอุ่นใจให้คุณได้มากกว่า เนื่องจากมีความคุ้มครองความเสียหายของรถคุณแบบไม่มีคู่กรณี เช่น ถอยรถชนเสา ขูดฟุตบาท เป็นต้น
แต่ถ้าหากมีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญในการขับขี่แล้ว สามารถเลือกทำประกันรถยนต์ชั้น 2 หรือ ชั้นอื่นๆ ลงมาได้ตามความเหมาะสม
- ความถี่ในการใช้รถ
สำหรับคนที่ใช้รถเป็นประจำทุกวัน การมีประกันที่ครอบคลุมอาจเหมาะกับคุณมากกว่า เพราะเป็นตัวช่วยรับมือกับความเสี่ยงและช่วยให้อุ่นใจได้ แต่ถ้าหากไม่ได้ใช้รถเป็นประจำ อาจเลือกประกันที่คุ้มครองเท่าที่จำเป็น
- พื้นที่ที่อยู่ประจำ
สภาพแวดล้อมในการใช้รถก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามในการเลือกประกันรถยนต์ เช่น หากอยู่ในบริเวณน้ำท่วม เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง หรือ เป็นพื้นที่รถยนต์ถูกโจรกรรมบ่อย อาจส่งผลต่อความเสี่ยงของรถยนต์ได้
ดังนั้น หากต้องจอดหรือใช้งานรถในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงสูงเป็นประจำ อย่าลืมพิจารณาความคุ้มครองและเงื่อนไขของประกันรถยนต์ให้รอบคอบ เพื่อรับความคุ้มครองที่เหมาะสมมากที่สุดด้วย
- งบประมาณที่เหมาะสม
อีกปัจจัยสำคัญ คือ งบประมาณในการซื้อประรถยนต์ โดยสามารถพิจารณาได้จากค่าใช้จ่ายประจำแบบรายเดือน หรือ แบบรายปี เพื่อดูภาพรวมการเงินของตนเองและความสามารถในการซื้อประกันรถยนต์ โดยค่าเบี้ยประกันรถยนต์ควรอยู่ที่ 5 – 10% ของรายได้ต่อปี เพื่อไม่ให้เป็นภาระทางการเงินมากเกินไป
ตัวอย่าง หากคุณมีรายได้ 360,000 บาทต่อปี ควรตั้งงบค่าประกันรถยนต์ไม่เกิน 360,000 x 10% = 36,000 บาทต่อปี
ประกันรถยนต์ซันเดย์ เลือกแผนความคุ้มครองที่ใช่ในราคาที่เข้าถึงได้
ประกันรถยนต์ซันเดย์ พร้อมให้คุณได้ออกแบบแผนประกัน โดยสามารถเลือกความคุ้มครองและทุนประกันได้ตามไลฟ์สไตล์และการใช้งาน เพื่อให้คุณได้รับเบี้ยประกันที่ตอบโจทย์มากที่สุด
นอกจากนี้ ซันเดย์ยังมาพร้อมกับเครือข่ายอู่และศูนย์ซ่อมรถยนต์ที่มีมาตรฐานพร้อมให้บริการลูกค้าทั่วประเทศ มั่นใจได้ในมาตรฐานและคุณภาพการซ่อมแซม
แล้วรถยนต์ของคุณเหมาะกับแผนความคุ้มครองไหน เช็กเบี้ยประกันรถยนต์ที่เหมาะกับคุณได้ที่เว็บไซต์ easysunday.com
