“InsurTech” ประกันยุคใหม่ เรื่องใหญ่ที่ต้องรู้วันนี้

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดว่า โลกเข้าสู่ยุคแห่ง Disruptive Innovation อย่างเต็มตัว คือ การมาของ “FinTech” ที่สร้างความฮือฮาระดับพลิกวงการ “การเงินการธนาคาร” เช่น บริการ Internet Banking ที่สร้างความสะดวกสบายในระดับที่ลูกค้ากำหนดได้เอง และเมื่อภาพรวมตลาดของ FinTech เริ่มอยู่ในช่วงอิ่มตัว ล่าสุดทั่วโลกก็กำลังหันมาให้ความสนใจ กับอีกหนึ่งนวัตกรรมที่เรียกว่า “InsurTech” นั่นคือ เทคโนโลยีสำหรับ “วงการประกัน” โดยเฉพาะนั่นเอง

โดยกระแสความนิยม InsurTech ในระดับโลก ยืนยันได้ด้วยการลงทุนแบบก้าวกระโดดในทวีปยุโรป จากปีก่อนหน้าที่มีมูลค่าเพียง 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มาเป็น 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2017 จนแม้แต่มหานครระดับโลกอย่างนิวยอร์กก็กำลังผันตัวเป็นศูนย์กลางสำคัญของ InsurTech เช่นกัน จุดจบปัญหาเดิมๆ ของระบบประกัน InsurTech คือ แพลตฟอร์มที่นำเทคโนโลยีเข้ามาปรับปรุงธุรกิจประกันให้รองรับความต้องการที่แตกต่าง และแก้ไขแต่ละ Pain Point ที่ผู้ซื้อประกันต้องทนมานาน ทำให้ระบบประกันซึ่งเคยดูยุ่งยาก เปลี่ยนเป็นเรื่องที่จัดการเองได้ง่ายๆ รวดเร็ว และยืดหยุ่นได้มากขึ้น จุดเด่นที่ทำให้ INSURTECH แตกต่างจากประกันทั่วไป คือ ระบบบริการที่รวดเร็ว ตั้งแต่การเลือกซื้อ ไปถึงบริการเคลม ในราคาที่สมเหตุสมผล เพราะวิเคราะห์ความเสี่ยงจากข้อมูลรายบุคคลอย่างแม่นยำ เพื่อปรับให้คุณได้ความคุ้มครองที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุด นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น ปัญญาประดิษฐ์ อย่าง AI Chat Bot และแอพพลิเคชั่น ที่รองรับการใช้งานของลูกค้าให้จัดการเรื่องประกันได้ง่ายๆ ผ่านมือถือทุกที่ ทุกเวลา

InsurTech Startup บนเวทีโลก

มี Insurtech Startup ระดับโลกมากมายที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่เราขอยกตัวอย่างแค่ไม่กี่บริษัทที่สะดุดตา ด้วยแนวคิดที่น่าสนใจเป็นพิเศษ เช่น

MetroMile InsurTech

ประกันรถยนต์ ที่คิดค่าเบี้ยประกันตามจำนวนไมล์หรือระยะทางที่ขับจริง ด้วยสถิติที่ว่า ผู้ขับขี่ประมาณ 65% มีระยะทางในการใช้งานไม่เกิน 16,000 กม./ปี ซึ่งอ้างว่าทำให้ประหยัดไปได้ถึงประมาณ 500 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ต่อปีเลยทีเดียว

Sherpa

บริษัท Startup ในประเทศอังกฤษที่สร้างระบบ AI ที่สามารถวิเคราะห์ความเสี่ยง คำนวณค่าเบี้ยประกัน และจะแจ้งเตือนผู้ใช้เมื่อมีระดับความเสี่ยงที่เปลี่ยนไป

Lemonade

สตาร์ตอัพประกันภัยที่หักเบี้ยฯประกันทันที 20% สำหรับเป็นกำไรของบริษัทฯ ส่วนที่เหลือจะกันไว้สำหรับการเคลมประกันให้แก่ลูกค้า ซึ่งจะทำให้การจ่ายเคลมเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ด้วยแนวคิดว่า ค่าเบี้ยประกันนี้ไม่ใช่เงินของบริษัท แต่มันคือเงินของลูกค้า

RightIndem

ประกันแนวคิดใหม่ที่เปิดให้ลูกค้าสามารถจัดการเคลมได้ด้วยตัวเอง ทำให้กระบวนการทั้งหมดโปร่งใสทุกขั้นตอน  เคลมเสร็จได้เร็วตามต้องการ กลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วกว่า

นอกจากนี้ยังมี InsurTech อีกมากมายที่น่าจับตากันต่อไป เช่น CoverWallet, BoughtByMany, Oscar, Sunday ฯลฯ

รู้จัก InsurTech แบบครบวงจรรายแรกของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างซันเดย์ และทำความรู้จักว่าเทคโนโลยีของเราทำให้คุณได้ประโยชน์อย่างไรได้ที่ easysunday.com/about