หน้าหลัก › เรื่องราวการงาน › “แค่ทำงานให้ผ่านๆ ไป” ความรู้สึกแบบนี้ปล่อยไว้จะดีเหรอ?

“แค่ทำงานให้ผ่านๆ ไป” ความรู้สึกแบบนี้ปล่อยไว้จะดีเหรอ?

ในโลกของการทำงานมักจะพาเราไปเจอประสบการณ์ใหม่และทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง แต่เมื่อต้องเจอกับความเครียดและความกดดันจากการทำงาน นานไปอาจทำให้รู้สึกไม่ภูมิใจ ตื่นเต้น หรือ อยากเรียนรู้การทำงานใหม่ๆ ทั้งที่ยังสามารถทำงานได้เป็นปกติ

หากใครกำลังเผชิญหน้ากับความรู้สึกแบบนี้อยู่ ไม่แน่ว่าอาจเป็นเกิดจากภาวะที่เรียกว่า Functional Freeze ก็เป็นได้ แล้วภาวะ Functional Freeze ที่เรากำลังเผชิญอยู่คืออะไร ใช่ความรู้สึกหมดไฟหรือเปล่า ลองทำความเข้าใจตัวเองและมูฟออนจากภาวะนี้ไปด้วยกัน


เลือกอ่านประเด็นที่สนใจ


ทำความรู้จักกับ Functional Freeze

Functional Freeze คือ ภาวะที่ร่างกายภายนอกปกติดี สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ ทั้งการทำงาน เข้าสังคม หรือความรับผิดชอบด้านอื่นๆ แต่ความรู้สึกในใจกลับว่างเปล่า เฉยชา ไม่รู้สึกยินดียินร้าย คล้ายกับว่าแค่ใช้ชีวิตให้จบไปในแต่ละวันเท่านั้น


Functional Freeze เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ภาวะ Functional Freeze เกิดจากการตอบสนองกับความเครียด หรือ ภัยอันตรายที่คุกคามเข้ามา โดยสามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีโพลีวาเกิล (Polyvagal Theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย ดร.สตีเฟน พอร์เกส ในปี ค.ศ.1994 เพื่ออธิบายการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ 

โดยภาวะ Functional Freeze เกิดขึ้นเมื่อสมองรับมือกับความเครียด หรือ ภัยคุกคาม ซึ่งส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรมต่างๆ โดยแบ่งวิธีการที่สมองรับมือออกเป็น 3 ระดับ ตามสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • ภาวะที่ปลอดภัย (Ventral Vagal) เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ปลอดภัย ผ่อนคลายและสงบ เราจะสามารถควบคุมอารมณ์ได้ มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในเชิงบวก
  • ภาวะมีภัยคุกคาม (Sympathetic) เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่อันตราย มีความเครียด วิตกกังวล สมองจะเตรียมตัดสินใจว่าจะสู้ หรือ หนี (Fight or Flight Mode) อัตราหัวใจเต้นเร็วขึ้น มีการหลั่งฮอร์โมนความเครียด กล้ามเนื้อเกร็งตัวพร้อมหนีเอาตัวรอด เช่น เมื่ออยู่ในสถานการณ์ไฟไหม้ เราจะมีความตื่นตัวและมีแรงมากขึ้นเพื่อหนีออกมาจากสถานการณ์นั้น
  • ภาวะมีภัยคุกคามรุนแรง (Dorsal Vagal) เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่สมองรู้สึกว่าสู้ หรือ หนีก็ไม่รอด มีความคิดและความรู้สึกตีกันไปมา สมองจะทำให้เกิดการหยุดนิ่ง ชา หรือ เป็นลม

Functional Freeze ต่างจาก Fight or Flight Mode หรือไม่?

หากเปรียบเทียบง่ายๆ ภาวะ Functional Freeze จะมีลักษณะคล้ายกับการเจอภาวะที่มีภัยคุกคามรุนแรง แต่เป็นภัยความเครียดที่ไม่ได้อันตรายต่อชีวิต แต่มีการสะสมมานานจนรู้สึกท่วมท้น และรู้สึกว่าไม่ว่าจะสู้ หรือ หนีไปก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกปลอดภัย จึงเลือกทางที่ยังสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ 

แต่ในทางตรงกันข้าม ภาวะ Functional Freeze จะแตกต่างจากปฏิกิริยาการต่อสู้ หรือ หนี (Fight or Flight Mode) ที่เป็นการตอบสนองต่อความเครียดที่อันตรายต่อชีวิตอย่างกะทันหัน โดยในภาวะนี้ร่างกายจะอยู่ในภาวะที่ต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเพื่อคลายความเครียดนั้นลงเพื่อกลับสู่ภาวะที่ปลอดภัยในทันที 

อย่างไรก็ดี จากทั้ง Functional Freeze และ Fight or Flight Mode จะเห็นได้ว่า สมองไม่ได้รับรู้ความเครียดจากความคิดเราเท่านั้น แต่ยังประเมินจากสถานการณ์ต่างๆ รอบตัวที่เราไม่คิดว่าก่อให้เกิดความเครียด เช่น ความวุ่นวายจากสถานการณ์รอบตัว มลพิษทางเสียง ความไม่เป็นระเบียบ เป็นต้น ซึ่งเป็นกลไกอัตโนมัติที่เราไม่สามารถควบคุมได้ จึงอาจเกิดความเครียดโดยที่เราไม่รู้ตัว


Functional Freeze ต่างจากภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) อย่างไร?

องค์กรอนามัยโลก (WHO) จัดให้ภาวะหมดไฟเป็นความผิดปกติที่เกิดจากการทำงาน (Occupational phenomenon) ที่ควรเข้ารับการรักษากับแพทย์เฉพาะทาง เพราะหากปล่อยให้ตนเองอยู่ในภาวะนี้เป็นเวลานานอาจนำไปสู่โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคนอนไม่หลับ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคร้ายแรงอื่นๆ ได้

อย่างไรก็ดี เมื่อพูดถึงภาวะเหนื่อยใจในโลกการทำงานเช่นนี้ คนส่วนใหญ่มักจะรู้จักภาวะหมดไฟ หรือ Burnout Syndrome มากกว่า Functional Freeze ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดจากความเครียดและความกดดันสะสม

แต่หากเปรียบเทียบแล้ว คนที่อยู่ในภาวะหมดไฟ หรือ Burnout Syndrome จะมีความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ ไม่อยากทำงาน มีทัศนคติในแง่ลบเกี่ยวกับงาน จนส่งผลให้ไม่สามารถบริหารจัดการงานได้ ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ไม่มีสมาธิในการทำงานและไม่อยากเข้าสังคม ซึ่งต่างจากภาวะ Functional Freeze ที่ยังสามารถทำงานและเข้าสังคมได้ปกติแต่ขาดความรู้สึกร่วม

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ภาวะ Functional Freeze หรือ Burnout Syndrome ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสัญญาณเตือนของความเครียดสะสมในการทำงานที่ต้องได้รับการรักษา ดังนั้น หากรู้สึกว่าตนเองไม่มีความสุขในการทำงาน เริ่มมีปัญหาสุขภาพในด้านอื่นๆ หรือ ไม่มีความรู้สึกเชิงบวกในการทำงานเลย แนะนำให้เข้ารับการปรึกษากับนักจิตวิทยาในเบื้องต้น เพื่อวางแผนการรักษาในลำดับถัดไปทันที


สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะ Functional Freeze

ภาวะ Functional Freeze เกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่มักจะเกิดจากการมีความเครียดสะสมและไม่ได้รับการบรรเทา หรือ เพิกเฉยต่อความเครียดนั้น โดยมักจะมีปัจจัยที่สามารถกระตุ้นให้เกิดภาวะ Fucntional Freeze ได้แก่

  1. การทำงานที่มีความกดดัน

การทำงานที่มีความเสี่ยงสูง ต้องอยู่ในสถานการณ์เร่งรีบตลอดเวลา งานในลักษณะนี้ก่อให้เกิดความกดดันและความเครียดบ่อย จึงอาจเกิดความเครียดสะสมได้

  1. บาดแผลทางจิตใจ 

ความทรงจำ หรือ เหตุการณ์ในอดีตที่ยังส่งผลต่อความรู้สึกในปัจจุบัน ไม่ได้รับการแก้ไขอาจทำให้เกิดความเครียดได้ง่าย ส่งผลต่อการควบคุมอารมณ์และการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ

  1. ความโดดเดี่ยว

ความโดดเดี่ยวในที่นี้อาจไม่ใช่แค่จำนวนคนรอบข้าง แต่เป็นความรู้สึกที่ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง ไม่กล้าแสดงความรู้สึกออกมา หรือเปิดใจที่จะพูดคุยปัญหากับใคร

  1. ความสัมพันธ์เป็นพิษ

ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เช่น ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน คนรัก เป็นความสัมพันธ์ที่ทำให้รู้สึกขาดอิสระ ไม่สามารถแสดงความรู้สึกได้ หรือที่เรียกว่ามี Toxic Relationship กับคนรอบข้าง

  1. ความรู้สึกท่วมท้น

การเผชิญกับภาวะที่สมองและจิตใจรับข้อมูล อารมณ์และความรู้สึกมากเกินไป จนไม่สามารถรับมือได้ ซึ่งอาจเกิดจากการเสพสื่อที่มากเกินไป การทำงานหนักโดยไม่มีช่วงพักผ่อน การเผชิญกับสถานการณ์ที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก จนทำให้ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และกดดันตัวเอง


เช็กอาการของ Functional Freeze 

หากกำลังสงสัยว่าตนเองอยู่ในภาวะ Functional Freeze ที่เกิดจากความเครียดและความกดดัน ลองสังเกตอาการได้ตามนี้ 

  1. คิดมากกับทุกเรื่อง

การคิดมากกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในการใช้ชีวิตประจำวัน มีการคิดวนซ้ำไปซ้ำมา เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียกับทุกเรื่อง เช่น ทำไมเพื่อนไม่ตอบข้อความ เราทำอะไรผิดหรือเปล่า ถ้ากินอาหารไม่มีประโยชน์จะส่งผลกับสุขภาพแค่ไหน

  1. ไม่มีความรู้สึกร่วมกับสิ่งที่ทำอยู่

ความรู้สึกว่างเปล่ากับกิจกรรมในแต่ละวัน ไม่รู้สึกมีความสุขแต่ก็ไม่ได้รู้สึกแย่ ขาดความตื่นเต้นแม้จะได้ลองทำกิจกรรมใหม่ๆ แค่ใช้ชีวิตให้ผ่านพ้นไป

  1. เหนื่อยล้าโดยไม่มีสาเหตุ

แม้จะนอนพักผ่อนเพียงพอแต่ตื่นขึ้นมาแล้วก็ยังไม่รู้สึกสดชื่น มีความเหนื่อยล้าสะสม เติมคาเฟอีนแล้วร่างกายตื่นแต่ความรู้สึกภายในยังเฉยชาเหมือนเดิม

  1. รู้สึกว่าการตัดสินใจเป็นเรื่องยาก

เมื่อต้องตัดสินใจเลือกอะไรสักอย่าง มักจะไม่สามารถตัดสินใจได้โดยทันที เช่น เย็นนี้จะไปออกกำลังที่สวน หรือ ฟิตเนส ตอนเที่ยงจะทานอะไร พรุ่งนี้จะใช้กระเป๋าใบไหน เป็นต้น

  1. รับรู้รสชาติอาหารและกลิ่นได้น้อยลง

เมื่อทานอาหารแล้วจำรายละเอียดรสชาติอาหารที่ตนเองทานไม่ได้ เนื่องจากระบบประสาทอัตโนมัติอยู่ในช่วง Functional Freeze ปิดกั้นความรู้สึก ร่วมกับการมีความเครียดสะสม ความเหนื่อยล้าทำให้ประสาทสัมผัสอย่างการรับรสและการได้กลิ่นลดลง


Functional Freeze ส่งผลต่อการทำงานอย่างไร?

เมื่อเราอยู่ในภาวะ Functional Freeze ในด้านการทำงานยังสามารถทำตามสิ่งที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วง แต่อาจขาดแรงจูงใจในการเริ่มทำอะไรใหม่ๆ รู้สึกว่าการทำงานเหนื่อยล้ามากขึ้น เพราะสมองล้า โฟกัสได้น้อยลง สำหรับงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ก็อาจขาดแรงบันดาลใจและต้องใช้เวลากับการทำงานมากขึ้น

นอกจากนี้ยังรู้สึกห่างไกลจากสังคมในที่ทำงาน คนที่เผชิญกับภาวะ Functional Freeze สามารถเข้าสังคมได้ตามปกติก็จริง แต่ภายในใจกลับไม่ได้มีความรู้สึกร่วมกับบทสนทนา หรือ กิจกรรมที่ทำร่วมกับคนอื่น จึงอาจทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวและไม่รู้จะพึ่งใครเมื่องานมีปัญหา


How to ออกจากภาวะ Functional Freeze

การออกจากภาวะ Functional Freeze อาจต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่กดดันตัวเองมากจนเกินไป เนื่องจากสมองอยู่ในภาวะตึงเครียดสะสมมานาน โดยอาจเริ่มจากการปรับพฤติกรรมเล็กน้อยได้ ดังนี้

  1. เพิ่มการขยับร่างกายระหว่างวัน

การขยับร่างกายเล็กน้อยระหว่างวัน อย่างการเปลี่ยนท่านั่ง การลุกขึ้นเดิน ทำให้ร่างกายและสมองลดความตึงเครียดได้

  1. หางานอดิเรกใหม่ๆ

เมื่อมีเวลาว่าง ลองทำกิจกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยผ่อนคลาย เช่น การออกกำลังกายเบาๆ ที่อาจไม่เคยลองมาก่อน เช่น โยคะ เต้นรำ การวาดรูประบายสี หรือ การทำกิจกรรมเวิร์กช็อป กิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้ผ่อนคลาย ไม่ทำให้ระบบประสาททำงานหนักเกินไป

  1. เทคนิคการตั้งหลัก (Grounding Technique)

เทคนิคการตั้งหลัก โดยการโฟกัสกับสิ่งที่เราสัมผัสได้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือภาพ กลิ่น เสียง ผิวสัมผัส และรสชาติ เช่น สัมผัสสิ่งของรอบตัว ฟังเสียงแอร์ในห้อง ดมกลิ่นฝนข้างนอก เพื่อให้เราอยู่กับปัจจุบัน ลดความคิดฟุ้งซ่าน

  1. หาช่วงพักระหว่างวัน

การทำงานหลายชั่วโมงติดกันอาจทำให้เหนื่อยล้าจึงควรมีช่วงพักระหว่างวัน เช่น การมองออกไปนอกหน้าต่าง การออกไปสูดหายใจนอกห้อง แค่การพักจากการทำงานไม่กี่นาทีก็ช่วยรีเซ็ตสมองได้

  1. ลดเวลาหน้าจอ

การใช้เวลาบนโลกออนไลน์นานเกินไป ทำให้เราได้รับข้อมูลต่างๆ เป็นจำนวนมากและอาจเก็บมาคิดโดยไม่รู้ตัว ลองลดเวลาการใช้หน้าจอ เช่น จำกัดเวลาใช้แอปพลิเคชัน งดเล่นโทรศัพท์ก่อนนอน 30 นาที เป็นต้น

  1. หาแรงจูงใจให้ตนเอง

การมีเป้าหมายอื่นๆ นอกจากเรื่องงานที่เราให้คุณค่าและสามารถสร้างความสุขให้กับเราได้ เช่น การไปเที่ยว การไปคอนเสิร์ต การซื้อของสะสม เป็นต้น

Functional Freeze อาจเป็นภาวะที่ใครหลายคนเผชิญอยู่โดยไม่รู้ตัว ถ้าไม่สังเกตดีๆ ก็อาจไม่เห็นความผิดปกติ เพราะเรายังสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้นั่นเอง แต่ก็อย่าละเลยเสียงที่ใจพยายามจะบอกเราด้วยนะ ความรู้สึกของตนเองคือสิ่งที่เราไม่ควรมองข้ามที่สุด 

หากอยู่ในภาวะ Functional Freeze แล้วรู้สึกว่าตนเองเริ่มมีอาการผิดปกติอื่นๆ หรือต้องการคำปรึกษาสามารถไปพบจิตแพทย์ได้ เพราะการปล่อยให้ตนเองอยู่ในภาวะนี้นานๆ ก็อาจนำไปสู่โรคทางจิตทางเวชได้เช่นกัน

จะเห็นได้ว่าภาวะ Functional Freeze มักจะมีต้นเหตุมาจากความเครียดและความกดดันในการทำงานที่สะสมมานาน ซึ่งแต่ละงานอาจต้องเผชิญกับสถานการณ์ต่างกันและแต่ละคนก็มีวิธีรับมือกับสถานการณ์เหล่านั้นไม่เหมือนกัน 

หากคุณกำลังรู้สึกว่าหาทางออกไม่เจอ หรือ งานตอนนี้เต็มไปด้วยความเครียดที่ยากจะจัดการ Work in Progress Podcast พร้อมชวนฟังอีกหนึ่งแนวคิดของ Business Development Manager ประสบการณ์มากกว่า 30 ปีที่ได้มาแบ่งปันประสบการณ์การเปลี่ยนความกดดันมหาศาลเป็นการลงมือทำเพื่อไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จ หากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่กำลังอยู่ในการทำงานที่มีความกดดันและความเครียด และอยากได้แนวคิดใหม่ๆ เพื่อนำไปปรับใช้กับการทำงาน สามารถเข้าไปฟังได้ที่คลิปนี้


ประกันสุขภาพซันเดย์
Share this article
Shareable URL
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ทำไมหน้าตาถึงบอกความสามารถได้? อิทธิพลของ Beauty Standard ในโลกการทำงานมีจริงหรือไม่?

หน้าตาและรูปร่างภายนอกเป็นด่านแรกที่เราจะได้เห็นและทำความรู้จักคนคนหนึ่ง…

Generation Gap ช่องว่างระหว่างวัยในออฟฟิศ ใช้วิธีแก้ยังไงดี?

จริงเหรอ? Generation Gap เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาในที่ทำงาน ในปัจจุบัน สังคมมักเพ่งเล็งว่า Gen Z คือ…
Generation Gap

Goal Setting ให้ชีวิต การงาน และทุกเป้าหมายสำเร็จ

เราทุกคนต่างเคยติดอยู่ในกับดักของการเริ่มต้นใหม่ที่ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะในช่วงต้นปีที่ New Year…
Goal Setting ง่ายๆ ใช้ได้กับทุกเป้าหมายชีวิต
0
Share