ฝุ่น PM 2.5 คือ อนุภาคขนาดจิ๋วที่อันตรายกว่าแค่ฝุ่นละอองทั่วไป เนื่องจากมีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมโครเมตร จึงสามารถแทรกซึมเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้อย่างง่ายดาย และก่อให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกาย ทั้งยังเป็นสาเหตุสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ไปจนถึงโรคมะเร็งปอด
นอกจากนี้ จากการศึกษายังพบว่า การสัมผัสฝุ่น PM 2.5 ในระดับที่สูงติดต่อกันเป็นเวลานาน ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิตอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีการสะสมของมลพิษสูง
แล้ว ฝุ่น PM 2.5 คืออะไร จะมีวิธีป้องกันตัวเองและครอบครัวให้ไกลจากฝุ่น PM 2.5 อย่างไร มาหาคำตอบไปพร้อมกันในบทความนี้เลย
สรุปเนื้อหาสำคัญ:
ฝุ่น PM 2.5 คืออะไร?
PM 2.5 คือ อนุภาคของแข็งหรือของเหลวขนาดเล็กจิ๋วที่แขวนลอยอยู่ในอากาศ ซึ่งคำว่า PM ย่อมาจาก Particulate Matter ตัวเลข 2.5 คือขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสูงสุดในหน่วยไมโครเมตร หรือ หากเปรียบเทียบง่ายๆ คือ ฝุ่น PM 2.5 นั้นมีขนาดเล็กกว่าเส้นผมมนุษย์ถึง 25 เท่า
แต่นอกจากขนาดที่เล็กมากๆ แล้ว ฝุ่น PM 2.5 ยังปนเปื้อนไปด้วยมลพิษทางอากาศมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสารเคมี โลหะหนัก เช่น แคดเมียมและสารหนู รวมไปถึงสารก่อมะเร็งอย่างสาร PAHs ปะปนอยู่ด้วย
ดังนั้น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าฝุ่น PM 2.5 จะมีผลต่อร่างกายอย่างไร เพราะด้วยขนาดที่เล็ก ประกอบกับสารปนเปื้อนที่เป็นอันตรายต่อร่างกายจำนวนมาก ส่งผลให้ฝุ่น PM 2.5 สามารถหลุดรอดกลไกการป้องกันตามธรรมชาติของร่างกาย เช่น ขนจมูก เข้าไปถึงถุงลมปอด และสามารถทะลุผ่านผนังถุงลมเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง
แน่นอนว่า เมื่อร่างกายได้รับฝุ่นเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ก็จะส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานหนักตลอดเวลา จนก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอย่างเร่งด่วนและเรื้อรังตามมาได้
ฝุ่น PM 2.5 เกิดจากอะไร?
หลายคนมักเข้าใจว่า ฝุ่น PM 2.5 เกิดจากควันรถยนต์ หรือเป็นเพียงฝุ่นทั่วไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว ฝุ่น PM 2.5 มีที่มาจากหลากหลายแห่ง ทั้งยังสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น
- การเผาในที่โล่ง โดยเฉพาะการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร เช่น ตอซังข้าว และอ้อย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ต่างจังหวัดของประเทศไทย
- ยานพาหนะและการจราจร โดย ไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซลที่ไม่สมบูรณ์ รวมถึงการสึกหรอของยางรถยนต์และถนนสามารถทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 ได้
- โรงงานอุตสาหกรรม เช่น การเผาเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าและในกระบวนการผลิตต่างๆ สามารถทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 ได้เช่นกัน
- กิจกรรมในครัวเรือน เช่น การหุงต้มอาหารโดยเฉพาะการใช้เตาถ่าน หรือ การปิ้งย่างที่ปล่อยเขม่าควัน
อันตรายของฝุ่น PM 2.5 ที่หลายคนไม่ทันระวัง

อันตรายที่แท้จริงของฝุ่น PM 2.5 คือ การเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภาวะอักเสบทั่วร่างกาย (Systemic Inflammation) อย่างต่อเนื่อง เมื่อฝุ่นเข้าสู่กระแสเลือด มันจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างอนุมูลอิสระ (Oxidative Stress) และสารสื่ออักเสบ (Cytokines) ออกมาเพื่อต่อสู้ ซึ่งการอักเสบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในปอดเท่านั้น แต่ยังทำลายผนังหลอดเลือดและอวัยวะสำคัญอื่นๆ ด้วย
โดยผลกระทบของการรับฝุ่น PM 2.5 ในระยะยาว คือ การเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังที่ไม่ติดต่อ (NCDs) เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็งปอด และโรคถุงลมโป่งพอง โดยมีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่า PM 2.5 จัดเป็นสารก่อมะเร็งที่เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดอย่างชัดเจน
โดยกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังอันตรายจาก PM 2.5 เป็นพิเศษจะประกอบไปด้วย
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เนื่องจากฝุ่น PM 2.5 อาจทำให้โรคประจำตัวกำเริบได้ง่าย นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคหัวใจอาจมีอาการหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) จะมีอาการหายใจลำบากมากขึ้น
- ผู้สูงอายุ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันและประสิทธิภาพการทำงานของปอดจะลดลงตามวัย ทำให้ร่างกายไม่สามารถกำจัดฝุ่นได้ดีเมื่อเทียบกับคนวัยทำงาน
- เด็กเล็ก โดยการสัมผัสฝุ่นตั้งแต่เด็กมีความเสี่ยงที่จะทำให้พัฒนาการของปอดไม่สมบูรณ์ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหอบหืดในระยะยาวอย่างชัดเจน
ฝุ่น PM 2.5 ระดับไหนอันตราย?
ตามมาตรฐานของกรมควบคุมมลพิษ ระดับของฝุ่น PM 2.5 ที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ คือ ค่า PM 2.5 มากกว่า 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรืออยู่ในระดับสีส้ม ซึ่งถือเป็นระดับที่ทุกคนควรเริ่มจำกัดกิจกรรมนอกอาคาร
อย่างไรก็ดี หากระดับฝุ่น PM 2.5 เกิน 75 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเมื่อไหร่ จะถือเป็นระดับสีแดง และ ควรงดกิจกรรมกลางแจ้งทั้งหมด
5 วิธีป้องกันตัวเองและครอบครัวจากฝุ่น PM 2.5

1. ใช้เครื่องฟอกอากาศ
วิธีลดฝุ่น PM 2.5 ในบ้านที่ได้ผลจริง คือ การลงทุนในเครื่องฟอกอากาศที่มีมาตรฐาน เนื่องจากฝุ่น PM 2.5 ที่มีขนาดเล็กกว่าเส้นผมมนุษย์ถึง 25 เท่า จึงไม่ได้สงสัยเลยว่าฝุ่น PM 2.5 จะเข้ามาในบ้านได้ไหม
หลักการสำคัญ ซื้อเครื่องฟอกอากาศที่ป้องกัน PM 2.5 ได้จริง
- พิจารณาค่า CADR (Clean Air Delivery Rate) โดยแนะนำให้เลือกเครื่องที่มีค่า CADR เหมาะสมกับขนาดห้องที่ใช้งาน เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องสามารถทำความสะอาดอากาศได้เร็วพอ
- ต้องมีแผ่นกรอง HEPA (High-Efficiency Particulate Air) โดยควรเลือกเลือกชนิดที่ระบุว่าสามารถกรองอนุภาคขนาด 0.3 ไมโครเมตรได้ถึง 99.97% ขึ้นไป
เปิดแอร์ช่วยลด PM 2.5 ได้ไหม และควรทำอย่างไรให้ห้องสะอาด?
การเปิดเครื่องปรับอากาศ หรือ แอร์ทั่วไปไม่สามารถลด PM 2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเครื่องปรับอากาศส่วนใหญ่ไม่ได้รับออกแบบมาเพื่อกรองฝุ่นละเอียด
อย่างไรก็ดี การใช้เครื่องปรับอากาศร่วมกับเครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรอง HEPA และการปิดช่องว่างของห้องให้สนิท สามารถช่วยลดความเข้มข้นของฝุ่น PM 2.5 ในบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า
2. สวมหน้ากากอนามัย
การสวมหน้ากากอนามัยถือเป็นปราการด่านแรกที่ช่วยป้องกันฝุ่น PM 2.5 ไม่ให้เข้ามาในร่างกายได้ แต่ควรเลือกใช้หน้ากาก N95, KN95 หรือ KF94 ที่ได้มาตรฐานเพื่อประสิทธิภาพการป้องกันฝุ่น PM 2.5 ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
3. งดกิจกรรมกลางแจ้ง
หากคุณภาพอากาศรายงานค่า PM 2.5 อยู่ในระดับสีส้ม หรือ สีแดง ควรงดการทำกิจกรรมที่ทำให้หายใจถี่และลึก เช่น การวิ่ง การปั่นจักรยาน หรือการทำงานกลางแจ้ง เนื่องจากจะทำให้ร่างกายสูดฝุ่นในปริมาณที่สูงขึ้นหลายเท่า
หรือ หากใครสงสัยว่า ฝุ่น PM 2.5 ลงหนักขนาดนี้ จะสามารถตากผ้าหรือทำงานบ้านได้ไหม คำตอบ คือ หากค่าฝุ่นสูงในระดับสีส้ม หรือ แดง แนะนำว่าไม่ควรตากผ้ากลางแจ้ง เนื่องจากฝุ่นจะเกาะติดเส้นใยผ้า และถูกนำเข้าสู่ภายในบ้านเมื่อเก็บผ้าเข้ามา
ลูกค้าซันเดย์ สามารถติดตามการแจ้งเตือนค่าฝุ่น PM 2.5 ได้ผ่านทางซูเปอร์แอปฯ Jolly by Sunday พร้อมรับการแจ้งเตือนค่าฝุ่นสูง เพื่อการดูแลสุขภาพแบบเรียลไทม์
4. ดื่มน้ำมากๆ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอจะช่วยให้เยื่อบุทางเดินหายใจชุ่มชื้นและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในการขับของเสีย
นอกจากนี้ การเสริมด้วยอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง (Antioxidants) เช่น ผักผลไม้ 5 สี วิตามิน C, E และโอเมก้า 3 ยังมีส่วนช่วยลดความเสียหายของเซลล์ที่เกิดจากภาวะ Oxidative Stress ของฝุ่น PM 2.5 ได้
5. หมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกาย
หากมีอาการไอเรื้อรัง หายใจมีเสียงหวีด หรือมีอาการแสบตา แสบจมูกอย่างผิดปกติ ควรรีบไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาความผิดปกติในร่างกายทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก
ป่วยเพราะ PM 2.5 ประกันสุขภาพคุ้มครองหรือไม่?
หลายคนกังวลว่า หากเจ็บป่วยจากผลกระทบของ PM 2.5 เช่น เป็นหวัด โรคภูมิแพ้กำเริบ หลอดลมอักเสบ หรือ ปอดอักเสบ ประกันสุขภาพจะให้ความคุ้มครองหรือไม่
โดยหลักการแล้ว ประกันสุขภาพจะให้ความคุ้มครอง หากอาการเจ็บป่วยนั้นเข้าข่ายเป็นโรคที่ต้องได้รับการรักษาพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นการรักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD) หรือ ผู้ป่วยนอก (OPD) ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์
โดยทั่วไปแล้ว อาการป่วยที่เกิดจากการสัมผัส PM 2.5 ถือเป็นการเจ็บป่วยทั่วไป โดยหากคุณป่วยด้วยโรคที่เกิดขึ้นใหม่หลังทำประกันและพ้นระยะเวลารอคอย (Waiting Period) ประกันจะให้ความคุ้มครองตามปกติ
อย่างไรก็ดี หากเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังอยู่แล้ว เช่น หอบหืด ภูมิแพ้ หรือ เป็นการเจ็บป่วยที่เกี่ยวเนื่องจากการเจ็บป่วยก่อนทำประกันสุขภาพ คุณจะต้องตรวจสอบกับบริษัทประกันให้ดีว่า อาการกำเริบจากมลพิษถูกจัดเป็นข้อยกเว้นหรือไม่
ประกันสุขภาพแผนไหน คุ้มครองการป่วยจาก PM 2.5 บ้าง?
ซันเดย์ พร้อมมอบความคุ้มครองการเจ็บป่วยจาก PM 2.5 ด้วยประกันสุขภาพดีๆ ที่คุณเลือกรับความคุ้มครองเองได้ ตั้งแต่ค่าห้อง ผลประโยชน์สูงสุด และเบี้ยประกัน โดยสามารถเช็กเบี้ยและความคุ้มครองที่เหมาะกับตัวเองง่ายๆ ที่เว็บไซต์ easysunday.com ใช้แค่ “วันเดือนปีเกิด” เท่านั้น
ประกันสุขภาพ IPD เหมาจ่าย
ประกันสุขภาพ IPD เหมาจ่ายของซันเดย์ มาพร้อมกับความคุ้มครองที่คุณเลือกได้เบี้ยประกันเริ่มต้นแค่หมื่นต้นๆ เท่านั้น
ประกันโรคร้ายแรง “เจอ จ่าย จริง”
PM 2.5 เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดได้ ประกันโรคร้ายแรง “เจอ จ่าย จริง” ของซันเดย์ พร้อมจ่ายเงินก้อนตามทุนประกันที่คุณเลือก เมื่อได้รับการวินิจฉัยเป็นครั้งแรกพบว่าเป็น 1 ใน 22 โรคร้ายแรง โดยสามารถเลือกทุนประกันได้ตั้งแต่ 100,000 – 500,000 บาท ในเบี้ยเริ่มต้นแค่หลักร้อย

