หน้าหลัก ไกลหมอ อยากเดินทางไปต่างประเทศ ฉีดวัคซีนครบแล้ว ต้องเตรียมตัวอย่างไร ถึงเดินทางได้ถูกต้อง และปลอดภัย

อยากเดินทางไปต่างประเทศ ฉีดวัคซีนครบแล้ว ต้องเตรียมตัวอย่างไร ถึงเดินทางได้ถูกต้อง และปลอดภัย

อยากเดินทางไปต่างประเทศ ฉีดวัคซีนครบแล้ว ต้องเตรียมตัวอย่างไร

หลังจากที่เราได้รับการฉีดวัคซีนครบโดส หลายคนก็อาจจะคิดวางแผนออกเดินทางไปต่างประเทศกันแล้ว ไม่ว่าเราจะไปท่องเที่ยว ไปทำธุรกิจ ไปเยี่ยมครอบครัว ฯลฯ ตามความจำเป็นและความต้องการของแต่ละคน

ซึ่งหลายคนก็น่าจะเกิดคำถามว่า ถ้าเราจะเดินทางไปต่างประเทศในช่วงนี้ (ปลายปี 2564) ต้องทำยังไง? เตรียมเอกสารยุ่งยากไหม มีขั้นตอนเพิ่มเติมยังไงบ้าง? ในบทความนี้ซันเดย์จึงได้ทำการเรียบเรียงข้อมูลที่จำเป็น เพื่อให้คนที่ต้องการไปต่างประเทศในช่วงนี้ สามารถเดินทางได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยมาให้ทุกคนได้ทราบกัน

📌 ในสถานการณ์ปัจจุบัน (อัปเดต 24 ธ.ค. 2564) เชื้อไวรัส COVID-19 สายพันธุ์ Omicron กำลังเกิดการระบาดอยู่ ทำให้อาจส่งผลต่อการวางแผนการเดินทางในหลายๆ ประเทศ เพื่อความปลอดภัยของเราเอง ควรอัปเดตข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ และปฏิบัติตัวตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด

⭐️ พิเศษ! สำหรับใครต้องการเพิ่มความสบายใจในการเดินทางและการใช้ชีวิต ซันเดย์ขอแนะนำ “ประกันสุขภาพซันเดย์” เลือกความคุ้มครองที่เหมาะกับตัวคุณได้ไม่ว่าจะเป็น IPD หรือ OPD ให้ความคุ้มครองกรณีเข้ารักษาตัวจากการติดเชื้อ COVID-19 ทั้งยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย 

คลิกซื้อผ่านออนไลน์ง่ายๆ ที่นี่เลย https://ezsun.co/J9bVUrT

————————

ขั้นตอนการเตรียมการก่อนเดินทางไปต่างประเทศ สิ่งที่เราควรต้องทำ มีดังนี้

1. ต้องได้รับการฉีดวัคซีน “ครบโดส” ตามที่ WHO และ CDC กำหนด

แน่นอนว่าก่อนที่เราจะเดินทางข้ามประเทศได้นั้น การได้รับวัคซีนครบโดสคือสิ่งจำเป็น ซึ่งในแต่ละประเทศก็มีข้อกำหนดที่แตกต่างกันไป เช่น สำหรับประเทศสหรัฐอเมริกา ตามมาตรการของ CDC ระบุว่าการที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจะเดินทางเข้าประเทศจะต้องได้รับวัคซีนที่ทาง WHO กำหนดไว้ ครบตามจำนวนโดสที่กำหนด

ซึ่งรายชื่อของวัคซีนที่ทาง WHO ระบุเอาไว้นี้ จะรวมถึงวัคซีนที่อนุมัติให้ใช้ในยามคับขันด้วย (Vaccines Listed for Emergency Use (EUL)) อาทิ

  • Pfizer-BioNTech
  • Moderna
  • AstraZeneca
  • Covaxin
  • Covishield
  • BIBP/Sinopharm
  • Sinovac
  • Novavax/Covovax

แต่ทั้งนี้ ก็ต้องดูข้อกำหนดของแต่ละประเทศด้วย อย่างประเทศญี่ปุ่นเอง ณ ตอนนี้ (อัปเดต 14 พ.ย. 64) ยังไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศ ให้เฉพาะผู้ถือสัญชาติญี่ปุ่น หรือชาวต่างชาติที่อยู่ในญี่ปุ่นอยู่แล้ว และได้รับวัคซีนครบตามทีกำหนดให้เดินทางเข้าประเทศได้เท่านั้น

ถ้าเราได้รับการฉีดวัคซีนสูตรไขว้มา จะเดินทางไปต่างประเทศได้ไหม? 

สำหรับคนที่ได้รับการฉีดวัคซีนสูตรไขว้ ควรเช็กข้อมูลกับสถานทูตของประเทศปลายทางก่อนวางแผนเดินทางทุกครั้ง เนื่องจากปัจจุบัน แต่ละประเทศมีการใช้สูตรวัคซีนที่ไม่เหมือนกัน ทำให้มีข้อกำหนดในการเข้าประเทศแตกต่างกัน

แต่อย่างไรก็ดี ทางกระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า คนที่ต้องเดินทางไปประเทศที่ยังไม่เปิดรับวัคซีนสูตรไขว้ ก็สามารถแจ้งขอรับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 4 เพื่อให้ตรงตามข้อกำหนดของการเดินทางไปยังประเทศนั้นๆ ได้เช่นกัน เพียงแต่ต้องแจ้งความจำนงที่จุดฉีดวัคซีน

————————

2.  ตรวจสอบระยะเวลาหลังฉีดวัคซีนของตัวเราว่าครบ 14 วันหรือไม่

เมื่อเราได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว บางประเทศอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดเกี่ยวกับระยะเวลาหลังจากฉีดวัคซีน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีการระบุว่า เราต้องได้รับวัคซีนมาครบโดส อย่างน้อย 14 วัน มาแล้วจึงจะเดินทางเข้า-ออกประเทศได้*

นอกจากนั้นในบางประเทศ อาจมีการระบุระยะห่างของการรับวัคซีน ระหว่างเข็มที่ 1 และ เข็มที่ 2 เช่น ประเทศออสเตรเลียที่จะต้องได้รับวัคซีนโดยเว้นระยะห่างเข็มที่ 1 และ เข็มที่ 2 (Minimum interval) อย่างน้อย 14 วัน หรือ ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่จะต้องรับวัคซีนโดยเว้นระยะห่างอย่างน้อย 17 วัน เป็นต้น

*อาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดอื่นๆ ที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ

————————

3. จัดเตรียมเอกสารที่จำเป็น สำหรับการเดินทางข้ามประเทศ

เมื่อเราได้รับวัคซีนครบตาม และมีการเว้นระยะเวลาได้ตรงตามที่ประเทศปลายทางกำหนดแล้ว เราจำเป็นต้องเตรียมเอกสารเพิ่มเติม สำหรับยืนยันผลการตรวจและยืนยันตัวตน ดังนี้

  • ใบรับรองแพทย์ว่ามีสุขภาพแข็งแรงพร้อมเดินทาง (Fit to Fly Health Certificate/Fit to Travel Health Certificate) โดยใบรับรองนี้ไม่ใช่ใบรับรองผลการตรวจโควิดโดยตรง แต่เป็นใบรับรองว่าตัวเรานั้น มีสุขภาพเหมาะสมต่อการเดินทางหรือไม่ หลายประเทศต้องใช้เอกสารชิ้นนี้ก่อนขึ้นบิน ควรตรวจสอบกับสถานทูตของประเทศปลายทาง และสายการบินก่อนว่า จำเป็นต้องใช้หรือต้องทำอย่างไรจึงจะยื่นขอเอกสารชิ้นนี้ได้
  • หนังสือเดินทาง (Passport) เป็นเอกสารสำคัญสำหรับการท่องเที่ยว ที่เราควรเช็กให้แน่ใจก่อนทุกครั้งว่า หนังสือเดินทางของเรายังมีอายุเหลืออีกอย่างน้อย 6 เดือน เนื่องจากบางประเทศอาจมีมาตรการไม่อนุมัติ ให้ผู้ที่หนังสือเดินทางใกล้หมดอายุเข้าประเทศในช่วงนี้
  • ใบรับรองผลการตรวจโควิด (Medical certificate with a laboratory result indicating that COVID -19 is not detected) เป็นใบรับรองตรวจเชื้อโควิดโดยการตรวจแบบ RT-PCR หรือการเก็บตัวอย่างจากการ Swab จมูกและลำคอ โดยในวันขึ้นเครื่องต้องใช้ใบยืนยันนี้หลังออกมาไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง คนที่ต้องการเอกสารชิ้นนี้ สามารถสอบถามสถานที่ ที่ให้บริการตรวจหาเชื้อ COVID-19 สำหรับผู้เดินทางไปต่างประเทศ (FIT-TO-FLY)ได้เลย
  • วีซ่า (Visas) หากประเทศปลายทางต้องขอวีซ่าก่อนเข้าประเทศ ควรเผื่อเวลาติดต่อสถานทูตตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้เกิดการติดขัดก่อนออกเดินทาง
  • เอกสารยืนยันตัวตน เป็นเอกสารมาตรฐานสำหรับการเดินทางไปต่างประเทศ เช่น บัตรประจำตัวประชาชน ใบอนุญาตขับรถ บัตรประจำตัวข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ใบสุทธิพระสงฆ์ และบัตรประจำตัวคนพิการ เป็นต้น

————————

4. ตรวจสอบข้อกำหนดและเงื่อนไข ในการเดินทางของแต่ละประเทศ

คนที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศนั้น นอกจากรายละเอียดของรายชื่อวัคซีนที่แต่ละประเทศได้ระบุไว้ในข้อ (1) เราควรจะศึกษาหาข้อมูลอย่างละเอียดเพิ่มเติม ดังนี้

  • ตรวจสอบสถานการณ์การระบาดของประเทศปลายทางและศึกษาข้อมูลการเดินทาง เช่น ประเทศนั้นมีเที่ยวบินจากไทยไปยังปลายทางเลยไหมไม่? การเดินทางขากลับมีเที่ยวบินหรือไม่? หากกลับไทยมีเงื่อนไขอะไรที่แตกต่างจากเดิมหรือเปล่า? 
  • ตรวจสอบมาตรการเดินทางเข้าประเทศปลายทาง เช่น มีการตรวจวีซ่าไหม, วัคซีนชนิดไหนที่ประเทศนั้นๆ เปิดรับให้เข้าประเทศได้ และจำเป็นต้องฉีดครบโดสหรือไม่? 
  • ตรวจสอบเอกสารต่างๆ ที่ต้องใช้ เพราะนอกเหนือจากเอกสารยืนยันตัวตนแล้ว ปัจจุบันอาจจะต้องใช้เอกสารตรวจสุขภาพเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลตรวจ COVID-19 ด้วย
  • มาตรการกักตัวของประเทศปลายทาง จะแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อการวางแผนการเดินทางของเราโดยตรง นอกจากนั้นในบางประเทศอาจต้องทำการเซ็นใบยินยอมอนุญาตกักตัวด้วย

————————

5. เตรียมตัวเดินทางมาสนามบินและขึ้นเครื่องอย่างปลอดภัย

เมื่อเราพร้อมที่จะออกเดินทางตามแผนการที่กำหนดไว้แล้ว เราควรเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อให้สามารถเดินทางมายังสนามบินและขึ้นเครื่องได้อย่างปลอดภัย ซึ่งข้อกำหนดมาตรฐานของท่าอากาศยาน ก็ได้มีการระบุรายละเอียดเอาไว้ ดังนี้

  • ผู้โดยสารควรเดินทางมาถึงสนามบินล่วงหน้าอย่างน้อย 4 ชั่วโมง สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศเพื่อตรวจสอบเอกสารและขั้นตอนภายในสนามบิน อาทิ แสกน QR Code หรือ X-ray สัมภาระ เป็นต้น 
  • ถ้าเป็นไปได้ให้ผู้เดินทาง ทำการเช็กอินล่วงหน้าผ่านช่องทางออนไลน์ของแต่ละสายการบิน เพื่อลดความแออัดและเว้นระยะห่าง 
  • ผู้โดยสารจะต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ตั้งแต่เข้าพื้นที่สนามบินจนกระทั่งออกจากสนามบินปลายทาง (ไม่อนุญาตให้สวมใส่หน้ากากชนิดที่มีวาล์วระบายอากาศทุกแบบ) รวมทั้งเว้นระยะห่างอย่างน้อย 1-2 เมตรตลอดเวลาที่อยู่ในสนามบิน
  • ขณะอยู่บนเครื่องบินต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา โดยหากเป็นการเดินทางระยะสั้น หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม แต่หากเป็นการเดินทางที่ใช้ระยะเวลานาน สามารถถอดหน้ากากเมื่อจำเป็น เฉพาะเวลารับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มเท่านั้น แล้วรีบสวมกลับทันทีที่รับประทานเสร็จ
  • นอกจากนั้นก็ให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดมาตรฐานของสนามบินอื่นๆ เช่น ห้ามนำ Powerbank ที่มีความจุเกินกำหนดขึ้นเครื่อง หรือข้อปฏิบัติเรื่องการนำของเหลวขึ้นเครื่องบิน ฯลฯ เป็นต้น

————————

6. ต้องการเดินทางกลับเข้าประเทศไทย ควรทำยังไงบ้าง?

หลังจากการเดินทางเสร็จสิ้นแล้ว การเดินทางกลับมายังประเทศไทยให้ถูกต้องและปลอดภัยก็ถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยข้อกำหนดการเดินทางเข้าไทย (อัปเดตเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2564) ที่กรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศ ระบุไว้ จะมีทั้งหมด 3 รูปแบบ ดังนี้ 

  • เทสต์ แอนด์ โก (Test & Go) 63 ประเทศ เข้าไทยได้ ไม่ต้องกักตัว สำหรับบุคคลสัญชาติไทย ที่จะเดินทางเข้าไทย ต้องอยู่ในประเทศต้นทางต่อเนื่องอย่างน้อย 21 วัน ส่วนที่คนที่เดินทางจากไทยไป สามารถกลับเข้าไทยได้โดยไม่ต้องครบ 21 วัน และต้องได้วัคซีนครบตามเกณฑ์ อย่างน้อย 14 วันก่อนเดินทาง นอกจากนี้ บุคคลสัญชาติไทยไม่ต้องซื้อประกันภัย และต้องมีหลักฐานชำระเงินค่าโรงแรม SHA+ (Amazing Thailand Safety & Health Administration คือ โรงแรมที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยจากรัฐบาล) หรือ AQ (สถานกักกันโรคทางเลือกของรัฐ) 1 คืน และมีผลตรวจเชื้อโควิด-19 เป็นลบ ไม่เกิน 72 ชม. ก่อนเดินทาง

    *ทั้งนี้ ระบบการเดินทางเข้าประเทศไทยแบบ เทสต์ แอนด์ โก อาจมีการเปลี่ยนแปลง แบะชะลอการอนุมัติเข้าประเทศไว้ก่อน เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของ Omicron
  • ระบบแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) เป็นการเดินทางเข้าพื้นที่นำร่องในเมืองท่องเที่ยว โดยมีเงื่อนไขคือ จะต้องเป็นคนที่รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ หากเป็นบุคคลสัญชาติไทยไม่ต้องซื้อประกันภัย และต้องมีหลักฐานการชำระเงินค่าโรงแรม SHA+ 7 คืน หลักฐานชำระเงินที่ครอบคลุมการตรวจโควิด RT-PCR และมีผลตรวจเชื้อโควิด-19 เป็นลบ ไม่เกิน 72 ชม. ก่อนเดินทางเมื่อเดินทางถึงพื้นที่
  • กักตัวในสถานกักตัวทางเลือก (Alternative Quarantine) รับผู้เดินทางจากทุกประเทศ/พื้นที่ โดยไม่จำเป็นต้องรับวัคซีนครบโดส บุคคลสัญชาติไทยไม่ต้องซื้อประกัน และไม่ต้องมีผลตรวจ COVID-19 ก่อนเดินทาง นอกจากนี้ต้องมีหลักฐานการชำระเงินค่าโรงแรมที่ใช้กักตัว (Alternative Quarantine) เอาไว้ด้วย

จะเห็นได้ว่า ขั้นตอนการเดินทางไปยังต่างประเทศ หรือขั้นตอนการเดินทางกลับมายังประเทศไทยนั้น ต่างก็มีการเพิ่มรายละเอียดที่รัดกุมมากขึ้นกว่าการเดินทางในช่วงเวลาปกติมาก ยังไม่รวมถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Omicron ที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ดังนั้นใครที่วางแผนท่องเที่ยวช่วงนี้ ควรใส่ใจและดูแลตัวเองให้ดีทั้งก่อนออกเดินทาง ระหว่างเดินทาง ไปจนถึงกลับมาจากการเดินทางเสมอ

ที่มาของข้อมูล [1] [2] [3] [4] [5] [6] [7]

Share this article
Shareable URL
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ประกันอะไรที่ควรซื้อไว้ลดหย่อนภาษี ซื้อแบบไหนลดหย่อนภาษีได้คุ้มค่าที่สุด

ไขความกระจ่างเรื่องภาษี ประกันลดหย่อนภาษีได้เท่าไรและแต่ละประเภทมีเงื่อนไขอะไรบ้าง…

ดื่มน้ำน้อยมีผลเสียยังไง ดื่มน้ำมากไปอันตรายไหม มาดูกัน

ร่างกายขอคนเราประกอบไปด้วยน้ำมากกว่า 60% ดังนั้นการดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย…
how to drink water the right way

ปวดเต้านม ภัยเงียบที่ผู้หญิงและผู้ชายต้องระวังให้ดี!

หลายคนมักเข้าใจว่า อาการปวดเต้านมเป็นสัญญาณเตือนโรคร้ายของผู้หญิงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว…