หน้าหลัก สาระสุขภาพ รวมเรื่องของ ‘อะโวคาโด’ สุดยอด Superfood ที่หลายคนชอบ

รวมเรื่องของ ‘อะโวคาโด’ สุดยอด Superfood ที่หลายคนชอบ

Avocado

เมื่อเริ่มหันมาดูแลสุขภาพ ใครหลายคนมักเริ่มต้นจากการปรับอาหารการกินเป็นอย่างแรก ซึ่งไม่เพียงแต่จะหันมารับประทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ตลอดจนผักและผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพเท่านั้น Superfood อย่าง ‘อะโวคาโด’ เองก็เป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่หลายคนหันมารับประทานมากขึ้นเช่นกัน

แล้วอะโวคาโดคืออะไร มีประโยชน์และโทษกับร่างกายอย่างไรบ้าง จะมีวิธีเลือกอะโวคาโดให้ได้รสชาติที่ต้องการอย่างไร หรือมีเรื่องไหนของอะโวคาโดที่ต้องทำความเข้าใจก่อนรับประทานบ้าง มาไขทุกข้อสงสัยไปพร้อมกันเลย!


รู้จัก ‘อะโวคาโด’ ให้มากขึ้น

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า อะโวคาโดเป็น Superfood หรือ Superfruit ที่ช่วยลดน้ำหนักและไขมันได้ แถมอะโวคาโดยังมีรสชาติที่หอมมัน ทำให้นำมาปรุงเป็นอาหารเพื่อสุขภาพได้หลากหลายเมนู

แต่ในความเป็นจริงแล้ว อะโวคาโดจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพเหมือนที่หลายคนเข้าใจหรือไม่ ลองมาทำความเข้าใจรายละเอียดของอะโวคาโดให้มากขึ้นในส่วนนี้กัน

อะโวคาโดคืออะไร?

อะโวคาโด (Avocado) คือ ผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดจากทวีปอเมริกา นิยมปลูกมากในประเทศแถบเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา กัวเตมาลา และหมู่เกาะเวสอินดีส ในปัจจุบันนี้ อะโวคาโดเป็นหนึ่งผลไม้ที่ได้รับความนิยมสูงสุดทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวยุโรปและชาวอเมริกันที่นิยมนำอะโวคาโดมาปรุงเป็นเมนูเพื่อสุขภาพมากมาย

นอกจากจะนำมารับประทานสด ตลอดจนนำไปปรุงเป็นเมนูเพื่อสุขภาพได้ตามต้องการแล้ว อะโวคาโดยังถูกนำมาสกัดเป็น ‘น้ำมันอะโวคาโด’ ซึ่งสามารถนำมาใช้ปรุงอาหาร บำรุงผิว รวมถึงบำรุงเส้นผมได้ ทำให้ร่างกายสามารถได้รับคุณประโยชน์จากอะโวคาโดได้ครบทุกส่วนยิ่งขึ้น

อะโวคาโดมีกี่สายพันธุ์

เดิมทีอะโวคาโดเป็นผลไม้พื้นเมืองของทวีปอเมริกา ซึ่งได้เริ่มเข้ามาสู่ทวีปเอเชียครั้งแรกที่ประเทศฟิลิปปินส์ และหลังจากนั้นไม่นาน มิชชันนารีชาวสหรัฐอเมริกาก็ได้เริ่มนำอะโวคาโดมาปลูกในประเทศไทยที่จังหวัดน่าน

ในปัจจุบันนี้ อะโวคาโดมีด้วยกันมากถึง 500+ สายพันธุ์ทั่วโลก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ใครหลายคนสงสัยอยู่ไม่น้อยว่า อะโวคาโดพันธุ์ไหนอร่อยมากที่สุด 

แต่เนื่องจากความชอบที่แตกต่างกัน จึงทำให้ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่า อะโวคาโดพันธุ์ไหนอร่อยมากที่สุด ดังนั้น ลองมาทำความรู้จักกับ 6 สายพันธุ์อะโวคาโดยอดนิยมในปัจจุบันกัน ซึ่งแต่ละสายพันธุ์จะมีรสสัมผัสที่แตกต่างกัน ดังนี้

  1. Hass 

เป็นสายพันธุ์เก่าแก่ที่เริ่มปลูกมาตั้งแต่ช่วงปีค.ศ. 1920 โดยตัวอะโวคาโดสายพันธุ์นี้จะมาพร้อมกับเนื้อครีมเนียนละเอียด ทั้งยังมีความหอมและมัน ทำให้นำมาปรุงได้หลายเมนู หรือจะทานสดก็ได้เช่นกัน ทั้งยังเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทยและทั่วโลก

  1. Fuerte 

เป็นอะโวคาโดสายพันธุ์ส่งออกของประเทศเม็กซิโกที่ได้รับการปลูกมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1914 ตัวเนื้อมาพร้อมกับสัมผัสที่เนียนละเอียดมาก ทั้งยังมีความหอมและกลิ่นเฮเซลนัทอบอวลในขณะที่ทาน จึงทำให้หลายคนนิยมทาน Fuerte แบบสดมากกว่า

  1. Pinkerton 

เป็นอะโวคาโดที่เริ่มปลูกครั้งแรกในปีค.ศ. 1970 ที่แถบแคลิฟอร์เนีย ซึ่งถือเป็นสายพันธุ์แรก ๆ ที่สามารถปลูกบริเวณที่มีอากาศร้อนได้ โดยหลายคนได้อธิบายถึงอะโวคาโด Pinkerton เอาไว้ว่ามีรสชาติมันคล้ายถั่วมากกว่าสายพันธุ์อื่น

  1. Booth 7

เป็นอะโวคาโดสายพันธุ์ที่ผสมขึ้นจากพันธุ์ Guatemalan และ West Indian มาพร้อมกับเนื้อที่เหนียวและรสชาติที่มัน ทำให้เหมาะแก่การรับประทานสด หรือ นำมาทานเป็นสลัด

  1. Buccaneer

มีรสชาติคล้ายสายพันธุ์ Hass ที่มีเนื้อเนียนละเอียดและความหอมมัน แต่จะมีขนาดลูกที่ใหญ่กว่า Hass เป็นอย่างมาก

  1. Peterson

อะโวคาโดลูกกลม มาพร้อมกับเนื้อที่ไม่เหนียวหรือนุ่มจนเกินไป ทั้งยังมีรสชาติที่มันและมีความหวานอ่อน ๆ 

Sunday Tips!

รู้หรือไม่? อะโวคาโดพันธุ์พื้นเมือง คือ การนำเมล็ดอะโวคาโดจากต่างประเทศเข้ามาปลูก ทำให้มีโอกาสกลายพันธุ์และกลายเป็นพันธุ์พื้นเมืองในที่สุด 

โดยคุณภาพของอะโวคาโดพันธุ์พื้นเมืองจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการดูแลของเกษตรกร พื้นดิน สภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงสายพันธุ์แรกเริ่มที่นำมาปลูก 

หลาย ๆ ครั้ง อะโวคาโดพันธุ์พื้นเมืองเองก็มีรสชาติเฉพาะตัวจนเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคนเช่นกัน

เคล็ดลับเลือกและเก็บอะโวคาโดที่หลายคนไม่รู้!

เพราะ ‘การเลือก’ และ ‘การเก็บ’ เป็นหัวใจสำคัญที่กำหนดความอร่อยของอะโวคาโดแทบจะทุกสายพันธุ์ สำหรับใครที่ต้องการลิ้มลองความกลมกล่อมของอะโวคาโดได้อย่างเต็มที่ ลองมาดูเคล็ดลับการเลือกและเก็บอะโวคาโดแบบง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็ทำตามได้กัน

3 วิธีเลือกอะโวคาโด

  1. ดูสีเปลือก หากยิ่งสีเข้ม หรือ มีสีดำมากเท่าไหร่ อะโวคาโดก็จะยิ่งสุกมากเท่านั้น
  2. ดูสีขั้ว หากขั้วเป็นสีเขียว แปลว่ายังดิบอยู่ แต่หากเป็นสีน้ำตาลเข้ม แปลว่าสุกจนเริ่มงอมแล้ว ถ้าจะให้ดี ควรเลือกอะโวคาโดที่มีขั้วสีน้ำตาลเหลือง เพราะจะได้รับประทานเนื้อที่กำลังสุกพอดี
  3. ความนิ่มของเนื้อ หากลองบีบเบา ๆ แล้วพบว่าเนื้อนิ่มพอดี ไม่นิ่มจนเหลว แปลว่าอะโวคาโดกำลังสุกพร้อมทาน แต่ถ้าจะให้ชัวร์ ลองดูสีเปลืองและสีขั้วร่วมกันด้วย

วิธีเก็บอะโวคาโดให้สุกช้า

หากใครซื้ออะโวคาโดมาแล้ว แต่ยังไม่สามารถรับประทานได้ในขณะนี้ ขอแนะนำให้นำกระดาษทิชชูมาห่ออะโวคาโด พร้อมนำเข้าไปแช่ในตู้เย็น เพียงเท่านี้ก็ช่วยรักษาและยืดอายุอะโวคาโดได้นานขึ้นแล้ว

วิธีเก็บอะโวคาโดให้สุกเร็ว

สำหรับใครที่ดันซื้ออะโวคาโดที่ยังไม่สุกดีมา ขอแนะนำให้นำอะโวคาโดไปไว้ที่บริเวณอุณหภูมิห้องโดยที่ไม่ต้องนำเข้าตู้เย็น หรือ จะนำใส่ถุงกระดาษร่วมกับผลไม้ที่สุกแล้วก็ได้เช่นกัน โดยผลไม้ที่สุกแล้วมักจะปล่อยก๊าซเอทิลีนที่ช่วยทำให้ผลไม้ที่อยู่ใกล้เคียงสุกเร็วขึ้นได้


อะโวคาโดมีประโยชน์อย่างไร?

อะโวคาโดถือเป็นหนึ่งใน Superfood หรือ Superfruit ที่อุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว หรือ Monounsaturated Fat (MUFA) ซึ่งสามารถช่วยลดปริมาณ Low-density Lipoprotein (LDL) หรือ ‘ไขมันเลว’ ที่เป็นต้นเหตุของการเกิดโรคร้ายแรงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองตีบ รวมไปถึงโรคไขมันอุดตันเส้นเลือด

ที่สำคัญ อะโวคาโดยังมีสารแทนนิน ซึ่งเป็นสารต้านการอักเสบของร่างกายได้ ด้วยเหตุนี้ การรับประทานอะโวคาโดอย่างเหมาะสม จึงมีส่วนช่วยสำคัญในการต้านอนุมูลอิสระและการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมได้

นอกจากนี้ อะโวคาโดยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายจำนวนมาก ทั้งยังเป็นผลไม้ที่มีโปรตีนสูง ตลอดจนมีวิตามินและแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินบี วิตามินซี วิตามินเค และวิตามินอี ทั้งยังมีโฟเลทที่ช่วยป้องกันภาวะโลหิตจาง ตลอดจนมีโพแทสเซียมที่มีส่วนช่วยควบคุมความดันโลหิตในร่างกาย


อะโวคาโดมีข้อเสีย หรือ โทษกับร่างกายหรือไม่?

เช่นเดียวกับผลไม้ประเภทอื่น อะโวคาโดเองก็มีข้อเสียเช่นกัน โดยอะโวคาโดเป็นผลไม้ที่มีไขมันสูงมาก จึงควรรับประทานเพียงแค่วันละ 1 ลูกเท่านั้น นอกจากนี้ ผู้ตั้งครรภ์และผู้ให้นมบุตรยังควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน หรือ ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มาจากอะโวคาโดด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ แม้จะมีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก แต่การรับประทานอะโวคาโดดิบกลับส่งผลเสียกับร่างกายได้ โดยอะโวคาโดดิบ ไม่เพียงแต่จะมีกลิ่นเหม็นเขียวเท่านั้น แต่เมื่อรับประทานเข้าไปแล้ว อาจทำให้ท้องผูก เวียนหัว และปวดศีรษะได้

ที่สำคัญ อะโวคาโดสายพันธุ์จากเม็กซิกันยังอุดมไปด้วยสารประกอบ estragolei และ anetholei ที่เป็นอันตรายต่อตับ มากไปกว่านั้น อะโวคาโดยังเป็นผลไม้ที่มีวิตามินเคสูง ซึ่งส่งผลโดยตรงกับยาต้านการแข็งตัวของเลือดอย่างยาวาร์ฟาริน ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับและเลือดจึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอะโวคาโดในปริมาณที่มากเกินไป หรือ ควรปรึกษาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญก่อนรับประทานทุกครั้ง

เมื่ออ่านมาถึงจุดนี้ เชื่อว่าหลายคนคงสงสัยเหมือนกันว่า “อะโวคาโดห้ามกินกับอะไรบ้าง” คำตอบ คือ อะโวคาโดนั้นไม่ควรรับประทานคู่กับผลไม้ที่มีแป้งสูง เช่น กล้วยสุก มะละกอสุก อินทผลัม และองุ่น เนื่องจากอาจทำให้ท้องอืดและอาหารไม่ย่อยได้


เป็นอย่างไรกันบ้างกับเรื่องราวของอะโวคาโดที่นำมาฝาก เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงหมดสงสัยเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า อะโวคาโดควรกินกับอะไร ควรเลือกพันธุ์ไหนไปทำเมนูง่าย ๆ ตลอดจนได้เข้าใจถึงประโยชน์และโทษของอะโวคาโดมากขึ้นอย่างแน่นอน

เพียงเท่านี้ ทุกคนก็สามารถรับประทานอะโวคาโดได้อย่างปลอดภัยและดีต่อสุขภาพแล้ว แต่นอกจากจะรักษาสุขภาพให้แข็งแรงด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์แล้ว อย่าลืมวางแผนรับมือความเสี่ยงที่มาจากสุขภาพด้วยการเลือกทำประกันสุขภาพออนไลน์จาก Sunday เพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายที่มาจากการรักษาพยาบาลด้วย เช็กเบี้ยประกันเองได้ง่าย ๆ ใช้แค่ ‘วันเดือนปีเกิด’ เท่านั้น


Share this article
Shareable URL
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

อัปเดต 2569! 10 อันดับค่าห้องโรงพยาบาลเอกชนยอดนิยม

นอกจากค่าธรรมเนียมการแพทย์และค่ายาแล้ว “ค่าห้องโรงพยาบาล” คือ หนึ่งในค่าใช้จ่ายอาจทำให้หลายๆ คนช็อก…
ค่าห้องโรงพยาบาล 2569

ฝุ่น PM 2.5 กลับมาทุกหน้าหนาว จะมีวิธีป้องกันดูแลสุขภาพตัวเองและครอบครัวอย่างไร?

ฝุ่น PM 2.5 คือ อนุภาคขนาดจิ๋วที่อันตรายกว่าแค่ฝุ่นละอองทั่วไป เนื่องจากมีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมโครเมตร…
ฝุ่น pm 2.5
0
Share