หน้าหลัก สาระสุขภาพ 7 ประโยชน์ของ ‘วอลนัท’ กินอย่างไรให้ได้คุณค่าทางอาหารครบ

7 ประโยชน์ของ ‘วอลนัท’ กินอย่างไรให้ได้คุณค่าทางอาหารครบ

วอลนัทมีประโยชน์อย่างไร กินอย่างไรให้ได้คุณค่าทางอาหารครบ?

นอกจากผักและผลไม้แล้ว ‘ถั่ว’ ก็ถือเป็นหนึ่งในอาหารเพื่อสุขภาพที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘วอลนัท’ ซึ่งถึงแม้จะมีหน้าตาแปลกประหลาด แต่กลับมาพร้อมกับความกลมกล่อมและรสสัมผัสที่แตกต่าง ทำให้สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู นอกจากนี้ หลายคนยังไม่รู้อีกด้วยว่า ‘วอลนัท’ ถือเป็นหนึ่งใน Superfood ที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารมากมาย

แต่ก่อนจะไปซื้อวอลนัทมา ลองมาทำความเข้าใจกันสักหน่อยว่า จะกินวอลนัทอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุดและไม่เกิดโทษกับร่างกายกัน


เลือกอ่านประเด็นที่สนใจ:


7 สรรพคุณของวอลนัท คุณค่าเพียบ!

วอลนัทมีสรรพคุณอะไรบ้าง

1. ป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจ

วอลนัทมีปริมาณกรดไขมันดีอย่าง ‘โอเมก้า 3’ ที่สูงมาก โดย ‘โอเมก้า 3 ’ นี้เป็นสารสำคัญที่ช่วยลดระดับไขมันไตรกรีเซอไรด์เป็นต้นเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดและโรคหัวใจได้ นอกจากนี้ วอลนัทยังมีสรรพคุณในการช่วยรักษาสมดุลและประสิทธิภาพในการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้อีกด้วย

2. บำรุงผิวพรรณและเส้นผม

นอกจากวอลนัทจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพแล้ว ยังช่วยบำรุงผิวพรรณและเส้นผมได้อีกด้วย เนื่องจากวอลนัทอุดมไปด้วยวิตามินอีที่ช่วยปกป้องและเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ทั้งยังปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระ ซึ่งมีส่วยช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ได้ นอกจากนี้ วอลนัทยังอุดมไปด้วยสังกะสีที่ช่วยเพิ่มความนุ่มให้กับเส้นผมอีกด้วย

3. ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น

ใครที่ชอบนอนไม่หลับ แต่อยากใช้วิธีธรรมชาติบำบัดแบบไม่พึ่งยา ขอแนะนำให้ลองทานวอลนัทดู เนื่องจากในวอลนัทมีสารเมลาโทนินมากถึง 2.5-4.5 นาโนกรัม/กรัม ซึ่งเมลาโทนินนั้นเป็นสารที่ทำให้เรารู้สึกง่วงและนอนหลับง่ายมากขึ้น หรือใครที่เดินทางต่างประเทศบ่อย ๆ และชอบมีอาการ Jet Lag หรือ อาการที่ร่างกายยังไม่สามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ที่มีเวลาแตกต่างกันได้ การทานวอลนัทก็สามารถช่วยลดอาการได้เช่นกัน

4. ป้องกันสมองเสื่อม

วอลนัทนับว่าเป็นสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและความจำได้อย่างดี เพราะอย่างที่ได้กล่าวไปว่าในวอลนัทมีโอเมก้า 3 อยู่มาก และโอเมก้า 3 นั้นก็เป็นอาหารบำรุงสมองชั้นเลิศที่จะเข้าไปลดการเกาะตัวของเส้นใยหรือไฟบริลในสมองซึ่งเป็นตัวการทำลายเส้นใยประสาทส่วนความจำของเรา

5. ลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็ง

จากผลการทดสอบของคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมาร์แชล ในรัฐเวสท์เวอร์จิเนียพบว่า กรดไขมันโอเมก้า 3 สารไฟโทสเตอรอล และสารแอนติออกซิแดนท์ในวอลนัทมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้ โดยผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า เมื่อเปรียบเทียบสัตว์ที่ได้รับเฉพาะกรดไขมันโอเมก้า 3 และ โอเมก้า 3 ร่วมกับ สารอีก 2 ชนิดที่ได้กล่าวไปข้างต้น ผลปราฏว่าสัตว์ทดลองที่ได้รับสารอาหารทั้ง 3 ชนิดพร้อมกัน จะมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งที่ลดลง

6. ช่วยลดน้ำหนัก

วอลนัทมีสรรพคุณในการช่วยลดน้ำหนักได้ เนื่องจากในวอลนัทมีทั้งโปรตีนและไฟเบอร์ ทำให้เราอิ่มนาน ไม่หิวจุกจิก อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านการอักเสบ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการช่วยต่อต้านความเสี่ยงโรคอ้วนลงพุง

7. ลดความเครียด

นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดและโรคหัวใจแล้ว โอเมก้า 3 ในวอลนัทยังช่วยในเรื่องการผ่อนคลายด้วย เนื่องจากโอเมก้า 3 เป็นสารที่ส่งผลต่ออารมณ์ กระบวนการคิดในสมอง ตลอดจนการทำงานของสารสื่อประสาทเซโรโทนิน หรือสารแห่งอารมณ์ ความรู้สึก และสุขภาพ ซึ่งหากการทำงานของสารสื่อประสาทประเภทนี้ของเราดี ก็จะช่วยป้องกันโรคซึมเศร้า อาการนอนไม่หลับ ทำให้อารมณ์ดีขึ้น และไม่เครียดนั่นเอง

วอลนัทกินอย่างไรให้อร่อย
Sunday Tips

ทานวอลนัทยังไงให้อร่อย?

เนื่องจากวอลนัทมีรสชาติมัน กรุบกรอบ และติดขมนิดๆ ทำให้บางคนอาจจะไม่ชอบรสชาตินี้เท่าไรนักหากต้องทานเดี่ยวๆ แนะนำว่าให้ทานคู่กับอาหารที่มีรสเปรี้ยวหรือรสหวาน จะอร่อยลงตัวอย่างมาก เช่น นำไปโรยบนโยเกิร์ต หรือไอศกรีม หรือจะเอาไปเคลือบน้ำผึ้งแล้วโรยบนเบเกอรีต่าง ๆ ก็อร่อยสุด ๆ

วอลนัทกินอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด?

วอลนัท-ประโยชน์

ถึงแม้ว่าการกินวอลนัทที่หาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตถั่วไปหรือแบบที่ผ่านการแปรรูปมาแล้วก็มีประโยชน์และมีคุณค่าทางอาหารเช่นกัน แต่การกินวอลนัทก็มีวิธีกินให้ได้ประโยชน์สูงสุดเช่นกัน ไปดูกันว่าวอลนัทกินอย่างไรให้ได้คุณค่าสูงสุด

1. กะเทาะเปลือกเมื่อพร้อมกิน

ควรเลือกแบบที่ยังไม่ได้กะเทาะเปลือก โดยหากต้องการกินให้กะเทาะเปลือกและเอาเมล็ดมากินทันที เพราะการกินแบบที่ไม่ผ่านการแปรรูป โดนความร้อน หรือผ่านการปรุงแต่ง จะทำให้เราได้คุณค่าทางอาหารแบบสูงสุด

2. ทานในปริมาณที่พอเหมาะ

หากกะเทาะเปลือกออกมาแล้วและทานเหลือ แนะนำว่าให้ทำการบรรจุถุงสูญญากาศไว้เพื่อความสดใหม่ โดยปริมาณที่แนะนำต่อวันคือ 4-5 เมล็ด เพราะจริงๆ แล้วถั่วประเภทนี้มีแคลอรีค่อนข้างสูง โดยในปริมาณ 100 กรัมมีแคลอรีมากถึงประมาณ 600 แคลอรี หากทานมากไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้

3. ทานคู่อาหารอื่น เพิ่มคุณค่าทางอาหารแบบคูณสอง

วอลนัทนั้นมีสรรพคุณมากมายหลายประการอยู่แล้ว แต่หากอยากเพิ่มคุณค่าทางอาหารด้วย ก็สามารถทานร่วมกับอาหารหรือเครื่องดื่มอื่น ๆ ได้เช่นกัน เช่น หากต้องการลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และบำรุงสมองด้วยก็สามารถทานคู่กับน้ำขิงได้ หรือจะนำไปเคลือบน้ำผึ้งเพื่อต้านการอักเสบและลดความเครียดก็สามารถทำได้เช่นกัน


ถ้าคุณสนใจวอลนัทในฐานะซูเปอร์ฟู้ดที่ดีต่อหัวใจและสมอง ยังมีอาหารสุขภาพอีกหลายอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จักแต่คุณค่าทางโภชนาการแน่นไม่แพ้กัน ลองเปิดโลกอาหารเฮลท์ตี้เพิ่มเติมได้ที่นี่ 5 อาหารเพื่อสุขภาพที่คนไม่ค่อยรู้จัก

5 อาหารเพื่อสุขภาพที่คนไม่ค่อยรู้จัก

นอกจากการออกกำลังกายเป็นประจำแล้ว การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็มีความสำคัญต่อการรักษาสุขภาพที่ดี แต่อีกสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เช่นกันก็คือการทำประกันสุขภาพออนไลน์ที่มาพร้อมกับความคุ้มครองที่เมคเซนส์ อย่างการทำประกันสุขภาพออนไลน์กับ Sunday ที่ช่วยบริหารความเสี่ยง และแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล เช็กเบี้ยประกันสุขภาพได้ง่าย ๆ กรอกแค่ ‘วันเดือนปีเกิด’ เท่านั้น


ประกันสุขภาพเหมาจ่าย IPD

อยากใช้ซูเปอร์แอปฯ Jolly by Sunday ต้องทำอย่างไร?

แอปประกันซูเปอร์แอปฯ Jolly by Sunday ทำอะไรได้บ้าง?

หากคุณเป็นอีกคนที่อยากใช้ซูเปอร์แอปฯ Jolly by Sunday แอปประกันที่ตอบโจทย์ความต้องการทุกอย่างได้ครอบคลุมแบบนี้ สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันมาใช้งานได้ในทันที ผ่าน App Store หรือ Google Play Store แล้วอย่าลืมติดตามข่าวสารและโปรโมชันดีๆ จากซันเดย์ในทุกๆ วันของคุณ

Share this article
Shareable URL
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ฝุ่น PM 2.5 กลับมาทุกหน้าหนาว จะมีวิธีป้องกันดูแลสุขภาพตัวเองและครอบครัวอย่างไร?

ฝุ่น PM 2.5 คือ อนุภาคขนาดจิ๋วที่อันตรายกว่าแค่ฝุ่นละอองทั่วไป เนื่องจากมีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมโครเมตร…
ฝุ่น pm 2.5

3 โรคหน้าฝนสุดอันตราย อาการหนักถ้าไม่รีบรักษา

เมื่อพูดถึงหน้าฝน นอกจากบรรยากาศชื้นแสนอึดอัด การจราจรติดขัดหนัก และความเสี่ยงน้ำท่วมสูงแล้ว “โรคหน้าฝน”…
3 อันดับโรคหน้าฝน
0
Share