หน้าหลัก สาระสุขภาพ กินวันละ 1,200 แคลอรีดีต่อสุขภาพไหม ลดน้ำหนักได้จริงหรือเปล่า?

กินวันละ 1,200 แคลอรีดีต่อสุขภาพไหม ลดน้ำหนักได้จริงหรือเปล่า?

กิน-1200-แคล-ดีต่อสุขภาพไหม-ช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือเปล่า

ไม่ว่าจะกี่ปีผ่านไป ‘การลดน้ำหนัก’ ก็ยังคงเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ใครหลายคนอยากทำให้เป็นจริง แต่เมื่อตั้งเป้าหมายอยากลดน้ำหนักขึ้นมาเมื่อไหร่ คนส่วนใหญ่มักพุ่งเป้าไปที่การคุมอาหารเป็นอย่างแรกเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารให้น้อยลง ไปจนถึงการบังคับตัวเองให้กินวันละ 1,200 แคลอรีตามเทรนด์เพื่อลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว

แล้วความจริงจะเป็นเช่นนั้นหรือไหม การเลือกทานเมนูอาหาร 1,200 แคลอรีต่อวันจะช่วยทำให้ลดน้ำหนักได้อย่างปลอดภัย เห็นผลลัพธ์ และยั่งยืนจริงไหม มาทำความเข้าใจการวางแผนลดน้ำหนักอย่างถูกต้องได้ในบทความนี้กัน

วางแผนลดน้ำหนักยังไง-กินวันละ-1200-แคลได้ไหม

เข้าใจก่อน! ‘ลดน้ำหนัก’ ไม่เหมือน ‘ลดไขมัน’

‘ตัวเลขบนตาชั่ง’ ที่ผันผวนส่งผลให้เกิดความแปรปรวนของความรู้สึกในแต่ละวัน แน่นอนว่าสำหรับใครหลายคนนั้น ‘ตัวเลขบนตาชั่ง’ ก็มักวิ่งสวนทางกับระดับความมั่นใจเช่นกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตัวเลขที่อยู่บนตาชั่งไม่ได้สะท้อน ‘ความอ้วน’ หรือ ‘ความผอม’ ได้ทั้งหมด

ปัจจัยที่ส่งผลต่อ ‘น้ำหนักตัว’

เหตุผลที่น้ำหนักบนตาชั่งไม่สามารถสะท้อนความอ้วนหรือผอมได้นั้น เป็นเพราะน้ำหนักร่างกายของมนุษย์ประกอบไปด้วยมวลกระดูก กล้ามเนื้อ ไขมัน น้ำ และอาหารที่ค้างอยู่ในระบบทางเดินอาหารทั้งหมด ดังนั้น หากต้องการจะลดขนาดรูปร่าง หรือ ลดความอ้วน การโฟกัสที่น้ำหนักบนตาชั่งเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอ

เริ่มโฟกัสที่จุดไหนดี?

เมื่ออ่านมาถึงจุดนี้ ใครหลายคนคงเริ่มสงสัยอยู่ไม่น้อยแล้วว่า หากต้องการลดขนาดรูปร่างตัวเองลง ควรจะเริ่มโฟกัสที่จุดไหนก่อนดี คำตอบง่าย ๆ คือ โฟกัสไปที่ปัจจัยที่สามารถควบคุมและส่งผลต่อขนาดของรูปร่างโดยตรงได้อย่างปริมาณ ‘กล้ามเนื้อ’ และ ‘ไขมัน’ 

‘กล้ามเนื้อ’ และ ‘ไขมัน’ แม้จะส่งผลกระทบต่อขนาดรูปร่างเหมือนกัน แต่กลับมีข้อแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของขนาดและน้ำหนัก

ตามหลักแล้ว หากเปรียบเทียบด้วยน้ำหนักที่เท่ากัน ไขมันจะมีขนาดที่ใหญ่กว่ากล้ามเนื้อ และหากร่างกายยิ่งสะสมไขมันมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่มีการนำออก หรือ สร้างกล้ามเนื้อขึ้นมาใหม่เพื่อช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญเลย นานวันเข้าไขมันสะสมเหล่านี้ก็จะทำให้รูปร่างมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือ อ้วนมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ การลดความอ้วนจึงไม่ใช่การลดน้ำหนัก แต่เป็นการลดไขมัน ดังนั้น หากต้องการจะลดขนาดรูปร่าง หรือ ลดความอ้วนของตัวเองลง สิ่งแรกที่ควรโฟกัส คือ การหาวิธีลดไขมัน และ เพิ่มกล้ามเนื้อ พร้อมเปลี่ยนจุดโฟกัสจากน้ำหนักบนตาชั่งในแต่ละวันไปเป็นเปอร์เซ็นต์ไขมันและมวลกล้ามเนื้อในร่างกายแทน 

Sunday Tips!

หลายคนมักสงสัยอยู่เป็นประจำว่า ‘หากไม่ออกกำลังกายจะสามารถลดไขมันได้ไหม’ 

คำตอบ คือ การคุมอาหารเพียงอย่างเดียวสามารถช่วยให้ร่างกายลดไขมันได้ แต่หากไม่ออกกำลังกายควบคู่กันไป หรือ เลือกออกกำลังกายแบบคาร์ดิโออย่างการวิ่ง เต้น หรือแอโรบิก อาจทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นและดูไม่กระชับ เนื่องจากไม่มีอะไรเข้าไปแทนที่ไขมันที่ลดลงไป

ดังนั้น หากอยากให้รูปร่างดูกระชับสมส่วน การควบคุมอาหารร่วมกับการออกกำลังกายที่ช่วยสร้างกล้ามเนื้ออย่างเวทเทรนนิ่งให้ครบทุกมัดกล้ามเนื้อ จะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 

อย่างไรก็ดี บนโลกนี้ยังไม่มีท่าเวทเทรนนิ่งที่ช่วยลดเฉพาะส่วนได้ ดังนั้น การเวทเทรนนิ่งทั่วร่างกายอยู่เสมอจะช่วยให้กระชับสัดส่วนองค์รวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่สำหรับใครที่กังวลว่าเล่นเวทเทรนนิ่งแล้วจะตัวใหญ่ บอกเลยว่าไม่ต้องห่วง! เพราะการจะสร้างมวลกล้ามเนื้อให้ใหญ่เหมือนกับนักกล้ามได้จำเป็นต้องอาศัยการฝึกที่เข้มข้น การทานอาหารที่เคร่งครัด ทั้งยังใช้ระยะเวลาที่นานมาก 

ด้วยเหตุผลเดียวกัน ประกอบกับฮอร์โมนเพศที่แตกต่างกัน ผู้ที่มีเพศกำเนิดเป็นหญิงเองก็สามารถออกกำลังกายด้วยเวทเทรนนิ่งได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะล่ำบึก แต่หากเล่นเวทเทรนนิ่งโดยที่ไม่ได้ควบคุมอาหาร หรือ คาร์ดิโอ เพื่อลดไขมันควบคู่ไปกับการเพิ่มกล้ามเนื้อ หลายคนก็อาจรู้สึกตัวใหญ่ขึ้นได้ 

รู้แบบนี้แล้ว อย่าลืมคุมอาหาร เล่นเวทเทรนนิ่ง พร้อมคาร์ดิโออย่างเหมาะสม เพื่อลดไขมันและสร้างกล้ามเนื้อไปพร้อมกัน เพื่อช่วยให้ลดความอ้วนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดด้วย
เมนูอาหาร-1200-แคลอรีต่อวันช่วยลดน้ำหนักได้ไหม

เริ่มต้น ‘ลดไขมัน’ จากจุดไหนดี?

หลังจากที่เข้าใจหลัก ‘การลดความอ้วน’ ด้วย ‘การลดไขมัน’ ที่ถูกต้องแล้ว ในจุดนี้ใครหลายคนอาจกำลังเริ่มตามหาวิธีการลดไขมันที่สามารถช่วยให้เห็นผลลัพธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกทานเมนูอาหาร 1,200 แคลอรีต่อวัน รวมไปถึงการเลือกโปรแกรมออกกำลังกายที่ใช้เวลาน้อย แต่เบิร์นไขมันได้เร็วอย่างการทำ HIIT หรือ High Intensity Interval Training

แต่ก่อนที่จะไปตามหาอาหารตามสั่งพลังงานไม่เกิน 300 แคลอรี หรือ เปิดคลิปออกกำลังกายตาม YouTube ลองมาเริ่มวางแผนการลดไขมันที่ถูกต้องและเหมาะสมกับร่างกายของตัวเองตาม 3 ขั้นตอน ดังนี้


1. รู้จัก Calorie Deficit ก่อน

Calorie Deficit เป็นการลดไขมันด้วยหลักการง่าย ๆ คือ ‘กินให้น้อยกว่าใช้’ หรือ รับพลังงานจากการกินให้น้อยกว่าพลังงานที่ร่างกายจะใช้ ตามหลักการแล้ว เมื่อใดที่ร่างกายใช้พลังงานมากกว่าพลังงานที่ได้รับจากการกินสะสมกัน 7,700 แคลอรี เมื่อนั้นร่างกายก็จะสามารถลดไขมันได้ 1 กิโลกรัม

หากดูเผิน ๆ แล้ว Calorie Deficit อาจคล้ายกับการอดอาหาร แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำ Calorie Deficit ที่ปลอดภัย เห็นผลลัพธ์ และยั่งยืน จำเป็นที่จะต้องคำนวณพลังงานและสารอาหารที่เหมาะสมกับเป้าหมายและไลฟ์สไตล์เช่นกัน โดยเริ่มต้นได้ง่าย ๆ จากการคำนวณพลังงานที่ร่างกายต้องใช้ในแต่ละวัน หรือค่า BMR และ TDEE ในลำดับต่อไป


2. เข้าใจค่า BMR และ TDEE

การคำนวณค่า BMR และ ค่า TDEE ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เข้าใจความต้องการของร่างกายเท่านั้น แต่ยังทำให้ทราบถึงระดับพลังงานที่ต้องกินให้ถึง เพื่อช่วยให้รักษารูปร่างและลดไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย 

หากการกินวันละ 1,200 แคลอรีตามเทรนด์ให้พลังงานต่ำกว่าค่า BMR ก็จะทำให้เกิดภาวะผอมลงพุง หรือ Skinny Fat เนื่องจากร่างกายเข้าใจว่าตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงอดอยากและจำเป็นต้องสะสมไขมันเพิ่ม ในขณะที่การกินน้อยกว่าค่า TDEE จะทำให้ระบบเผาผลาญพัง เนื่องจากร่างกายมีการใช้พลังงานที่ไม่สมดุลกับพลังงานที่ได้รับ ส่งผลให้มีการสะสมไขมันเพิ่มขึ้นด้วย

Basal Metabolic Rate (BMR) คือ ปริมาณพลังงานเฉลี่ยที่ร่างกายใช้สำหรับกิจกรรมที่จำเป็นในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นการหายใจ การสร้างฮอร์โมน การสูบฉีดเลือด ไปจนถึงการทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายทั้งหมด 

สูตรคำนวณค่า BMR

BMR ผู้ชาย = 66 + (13.7 x น้ำหนักตัวเป็น กก.) + (5 x ส่วนสูงเป็น ซม.) – (6.8 x อายุ)
BMR ผู้หญิง = 665 + (9.6 x น้ำหนักตัวเป็น กก.) + (1.8 x ส่วนสูงเป็น ซม.) – (4.7 x อายุ)

นอกจากจะคำนวณ BMR เพื่อดูพลังงานที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้แล้ว ทุกคนที่ต้องการลดไขมันยังควรคำนวณค่า Total Daily Energy Expenditure (TDEE) ซึ่งเป็นค่าที่ระบุถึงปริมาณพลังงานที่ร่างกายใช้ทั้งหมด โดยคำนวณได้จากการนำค่า BMR มาคูณกับระดับกิจกรรม ดังนี้

สูตรคำนวณค่า TDEE

ไม่ออกกำลังกาย ขยับร่างกายน้อย = BMR x 1.2
ออกกำลังกาย 1 – 2 ครั้ง/สัปดาห์ = BMR x 1.375
ออกกำลังกาย 3 – 5 ครั้ง/สัปดาห์ = BMR x 1.55
ออกกำลังกาย 6 – 7 ครั้ง/สัปดาห์ = BMR x 1.725
ออกกำลังกายทุกวัน วันละ 2 ครั้งขึ้นไป = BMR x 9
กินวันละ-1200-ช่วยลดน้ำหนักได้ไหม

3. เลือกกำหนดปริมาณสารอาหารที่เหมาะสม

หลังจากที่ทำความเข้าใจระดับพลังงานที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้แล้ว ในส่วนต่อมา คือ การกำหนดปริมาณสารอาหารที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย ประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักดังนี้

  • โปรตีน มีหน้าที่ซ่อมแซมและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ 
  • คาร์โบไฮเดรต มีหน้าที่ให้พลังงานและสังเคราะห์พลังงานสำรองในกล้ามเนื้อย่างไกลโคเจน
  • ไขมัน มีหน้าที่ควบคุมสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย

คำนวณสารอาหารที่เหมาะสมได้อย่างไร?

สำหรับใครที่ต้องการลดไขมันและสร้างกล้ามเนื้อ ควรรับประทานโปรตีนให้ได้ 1.5 – 2 เท่าของน้ำหนักตัว ในขณะที่ไขมันควรรับประทานให้ได้อย่างน้อย 0.3 – 0.5 เท่าของค่า TDEE แล้วหารด้วย 9 เพื่อนำหน่วยเป็นกรัม จากนั้นส่วนที่เหลือทั้งหมดหารด้วย 4 จะเป็นปริมาณของคาร์โบไฮเดรตที่มีหน่วยเป็นกรัม

ลองมาทำความเข้าใจตามตัวอย่างกัน 

หากตอนนี้คุณ A เป็นคนไม่ออกกำลังกาย คำนวณค่า TDEE ได้ 1,800 แคลอรี BMR 1,600 แคลอรี ตอนนี้มีน้ำหนัก 72 กิโลกรัม หากต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อและลดไขมัน จะต้องกินสารอาหารเบื้องต้น ดังนี้

  • กินโปรตีนให้ได้อย่างน้อย 72 x 1.5 = 108 กรัมต่อวัน หรือ  108 x 4 = 432 แคลอรี
  • กินไขมันให้ได้อย่างน้อย 1,800 x 0.3 = 540 แคลอรี หรือ 540 9 = 60 กรัมต่อวัน
  • กินคาร์โบไฮเดรตอย่างน้อย 1,800 – 432 – 540 = 828 แคลอรี หรือ 828 4 = 207 กรัมต่อวัน

สรุปแล้ว ในแต่ละวัน คุณ A ต้องกินโปรตีนให้ได้ 108 กรัม ไขมัน 60 กรัม และ คาร์โบไฮเดรต 207 กรัม หลังจากที่ทราบสารอาหารที่ร่างกายต้องการแล้ว คุณ A ก็สามารถออกแบบเมนูอาหารที่ต้องการได้ทันที เช่น เลือกทานอาหารตามสั่งไม่เกิน 300 แคลอรีเป็นมื้อเล็ก ๆ จากนั้นเลือกแบ่งมื้อใหญ่ที่มีแคลอรีเพิ่มขึ้น แต่โดยรวมแล้วต้องไม่ต่ำกว่า 1,600 แคลอรีต่อวัน อีกทั้งคุณ A ยังควรออกกำลังกายเพิ่มขึ้นเพื่อให้ร่างกายได้สร้างกล้ามเนื้อและใช้พลังงานมากขึ้นด้วย

Sunday Tips!

หากไม่มีเครื่องชั่งน้ำหนักอาหาร แต่ต้องการคุมปริมาณอาหารอยู่
สามารถกะปริมาณสารอาหารง่าย ๆ เพียงใช้ ‘มือ’ ของตัวเอง

คาร์โบไฮเดรต 1 กำปั้น = 100 กรัม
โปรตีน 1 ฝ่ามือ = 100 กรัม
ไขมัน 1 ข้อนิ้วโป้ง = 15 กรัม

กำหนดปริมาณอาหารง่ายๆ-ด้วยตัวมือตัวเอง-ไม่ต้องใช้เครื่องชั่ง

จะเห็นได้ว่า ถ้าหากคำนวณแล้วว่าไม่เหมาะสม หรือ เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย การกินวันละ 1,200 แคลอรีอาจไม่ใช่วิธีลดไขมันที่มีประสิทธิภาพ ทั้งยังเสี่ยงทำให้ระบบเผาผลาญของร่างกายเสียหายและมีการสะสมไขมันเพิ่มขึ้นอีกด้วย 

ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกทานเมนูอาหาร 1,200 แคลอรีต่อวันตามเทรนด์ อย่าลืมทำความเข้าใจความต้องการของร่างกายตัวเอง เพื่อคำนวณพลังงานที่ต้องใช้ เลือกสารอาหารที่เหมาะสม พร้อมกำหนดการออกกำลังกายที่ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ เพื่อลดไขมันและความอ้วนได้อย่างปลอดภัย เห็นผลลัพธ์ และยั่งยืน


อย่างไรก็ดี ลำพังแค่การวางแผนลดไขมันเพื่อดูแลสุขภาพเพียงอย่างเดียว อาจไม่สามารถรับมือความเสี่ยงสุขภาพได้อย่างครอบคลุม เพิ่มประสิทธิภาพการรับมือความเสี่ยงของสุขภาพได้ง่าย ๆ ด้วยประกันสุขภาพออนไลน์ที่ให้ความคุ้มครองเมคเซนส์ในเบี้ยประกันที่เหมาะสมจาก Sunday


Share this article
Shareable URL
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

อัปเดต 2569! 10 อันดับค่าห้องโรงพยาบาลเอกชนยอดนิยม

นอกจากค่าธรรมเนียมการแพทย์และค่ายาแล้ว “ค่าห้องโรงพยาบาล” คือ หนึ่งในค่าใช้จ่ายอาจทำให้หลายๆ คนช็อก…
ค่าห้องโรงพยาบาล 2569

ฝุ่น PM 2.5 กลับมาทุกหน้าหนาว จะมีวิธีป้องกันดูแลสุขภาพตัวเองและครอบครัวอย่างไร?

ฝุ่น PM 2.5 คือ อนุภาคขนาดจิ๋วที่อันตรายกว่าแค่ฝุ่นละอองทั่วไป เนื่องจากมีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมโครเมตร…
ฝุ่น pm 2.5
0
Share